ค่าใช้จ่ายแฝงด้าน Cybersecurity ที่หลายองค์กรลืมนึกถึง และเหตุผลที่ MSP เป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา

แนวทางของ NIST Cybersecurity Framework 2.0 มอง Cybersecurity เป็นกระบวนการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การกำกับดูแล การระบุความเสี่ยง การป้องกัน การตรวจจับ การตอบสนอง ไปจนถึงการกู้คืน

ดังนั้น การวางงบประมาณด้าน Cybersecurity จึงไม่ควรมองเฉพาะราคาของเทคโนโลยี แต่ต้องรวมถึงต้นทุนในการทำให้บุคลากร กระบวนการ และเครื่องมือสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่องด้วย

Table of Contents

เมื่อพูดถึงงบประมาณด้าน Cybersecurity หลายองค์กรมักเริ่มต้นจากค่าใช้จ่ายที่มองเห็นได้ชัดเจน เช่น Firewall, Endpoint Protection, ระบบสำรองข้อมูล ระบบจัดเก็บ Log หรือค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ แต่ราคาของเครื่องมือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด

หลังจากซื้อระบบมาแล้ว องค์กรยังต้องมีบุคลากรคอยติดตั้ง ตั้งค่า ตรวจสอบ Alert ติดตามช่องโหว่ ทดสอบการกู้คืน และตอบสนองเมื่อเกิดเหตุการณ์ หากกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง เครื่องมือที่ลงทุนไปอาจไม่สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้เต็มประสิทธิภาพ

ค่าใช้จ่ายแฝงด้าน Cybersecurity ที่องค์กรควรนึกถึง

1. ค่าเสียหายจาก System Downtime และความไม่ต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

กระบวนการสำคัญขององค์กรส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาระบบ IT เช่น ระบบขาย การผลิต บัญชี การชำระเงิน การจัดส่ง และการให้บริการลูกค้า ดังนั้น เมื่อเกิด Cyber Incident ผลกระทบจึงสามารถทำให้การดำเนินงานของทั้งองค์กรขาดความต่อเนื่องได้

ระบบที่ได้รับผลกระทบอาจไม่สามารถใช้งานได้ทั้งหมด หรืออาจทำงานได้เพียงบางส่วน เช่น ข้อมูลไม่ครบถ้วน การเชื่อมต่อไม่เสถียร หรือพนักงานต้องเปลี่ยนไปใช้กระบวนการทำงานชั่วคราว แม้ System Downtime จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่หากเป็นระบบสำคัญ ผลกระทบอาจขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น ไม่สามารถรับคำสั่งซื้อ ออกเอกสารบัญชี ส่งคำสั่งผลิต หรือเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้

ต้นทุนค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • รายได้ คำสั่งซื้อ หรือธุรกรรมที่สูญเสียไป
  • เวลาทำงานและประสิทธิภาพของพนักงานที่ลดลง
  • ค่าทำงานล่วงเวลาในการตรวจสอบและกู้คืนระบบ
  • ค่าใช้จ่ายจากกระบวนการทำงานชั่วคราวหรือระบบทดแทนฉุกเฉิน
  • ค่าปรับหรือค่าชดเชยจากการไม่สามารถให้บริการตามสัญญาหรือ SLA
  • งานค้างสะสมที่ต้องเร่งดำเนินการหลังระบบกลับมาใช้งาน
  • โอกาสทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้าที่สูญเสียไป


การประเมินผลกระทบจาก
System Downtime จึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะระยะเวลาที่ระบบไม่สามารถใช้งานได้เท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความสำคัญของระบบ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ จำนวนผู้ใช้งาน และกระบวนการทางธุรกิจที่ได้รับผลกระทบด้วย

แม้ระบบจะได้รับการกู้คืนแล้ว แต่รายได้ เวลา และโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไประหว่างเกิดเหตุอาจไม่สามารถเรียกคืนได้ทั้งหมด นอกจากนี้ งานค้างสะสมและความเชื่อมั่นของลูกค้าอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูนานกว่าการกู้คืนระบบ

2. ค่าใช้จ่ายในการตอบสนองและกู้คืนจาก Incident

เมื่อเกิด Cyber Incident องค์กรมักต้องระดมบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ และทรัพยากรจากหลายฝ่ายเข้ามาจัดการสถานการณ์อย่างเร่งด่วน ปัญหาคือ ในช่วงแรกทีมงานอาจยังไม่ทราบว่าเหตุการณ์เริ่มต้นจากจุดใด ผู้โจมตีเข้าถึงระบบใดบ้าง เหตุการณ์ยังดำเนินอยู่หรือไม่ และมีข้อมูลหรือบัญชีใดได้รับผลกระทบ

การตรวจสอบจึงต้องดำเนินไปพร้อมกับการควบคุมความเสียหาย ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและข้อมูลที่อาจยังไม่ครบถ้วน หากองค์กรไม่มีแผนตอบสนอง ผู้รับผิดชอบ และอำนาจตัดสินใจที่ชัดเจน ความล่าช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจทำให้ผู้โจมตีเข้าถึงระบบเพิ่มเติม ข้อมูลรั่วไหลมากขึ้น หรือทำให้การกู้คืนใช้เวลานานกว่าเดิม

การตอบสนองต่อเหตุการณ์อาจครอบคลุมกิจกรรมต่าง ๆ เช่น

  • ตรวจสอบสาเหตุและช่วงเวลาที่เหตุการณ์เริ่มต้น
  • ระบุระบบ บัญชี อุปกรณ์ และข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ
  • แยกระบบหรืออุปกรณ์ที่อาจถูกบุกรุกออกจากเครือข่าย
  • วิเคราะห์ Log และหลักฐานดิจิทัล
  • ระงับหรือรีเซ็ตบัญชีที่มีความเสี่ยง
  • ปิดช่องทางหรือแก้ไขช่องโหว่ที่ผู้โจมตีใช้
  • กู้คืนข้อมูล ติดตั้งระบบใหม่ หรือจัดทำระบบทดแทน
  • ประสานงานกับผู้บริหาร ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายสื่อสาร และผู้ให้บริการภายนอก


ค่าใช้จ่ายในการกู้คืนอาจเพิ่มสูงขึ้น
หากองค์กรไม่ได้กำหนด Recovery Time Objective, Recovery Point Objective และลำดับความสำคัญของระบบไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้ การมี Backup ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกู้คืนข้อมูลได้เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลสำรองไม่สมบูรณ์ ถูกจัดเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมเดียวกับระบบหลัก หรือไม่เคยผ่านการทดสอบ Restore

3. ต้นทุนด้านเวลาและทรัพยากรของทีมงานภายใน

ในหลายองค์กร ทีม IT และทีม Cybersecurity เป็นบุคลากรกลุ่มเดียวกัน คนกลุ่มนี้จึงต้องดูแลทั้ง Help Desk, Network, Server, Cloud และระบบธุรกิจ ควบคู่กับการตรวจสอบความปลอดภัย เมื่อเกิดปัญหาเร่งด่วน งานที่ยังไม่แสดงผลกระทบทันทีมักถูกเลื่อนออกไปก่อน เช่น การติดตั้ง Patch การทบทวนสิทธิ์ หรือการตรวจสอบ Backup เป็นต้น ทำให้ทีมงานต้องใช้เวลาและทรัพยากรเพิ่มขึ้น รวมถึงอาจเกิดค่าใช้จ่ายแฝงจากงานที่ล่าช้า การทำงานนอกเวลา หรือการจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาช่วยสนับสนุน

ต้นทุนเวลาของทีมงานอาจถูกใช้ไปกับงานต่าง ๆ ได้แก่

  • การตรวจสอบ Alert และ Log
  • การติดตามช่องโหว่และติดตั้ง Patch
  • การจัดการและทบทวนสิทธิ์ผู้ใช้งาน
  • การตรวจสอบ Backup และทดสอบการกู้คืน
  • การปรับปรุง Policy, Rule และ Configuration
  • การตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของระบบและบัญชีสำคัญ
  • การจัดทำรายงานและประสานงานกับผู้ให้บริการ
  • การติดตามงานแก้ไขความเสี่ยงที่ยังไม่แล้วเสร็จ


ดังนั้น ต้นทุนส่วนนี้ยังรวมถึงค่าเสียโอกาสจากการที่ทีมงานไม่สามารถนำเวลาไปพัฒนาระบบ ปรับปรุงกระบวนการ หรือดำเนินโครงการที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

4. ค่าใช้จ่ายในการสร้างและรักษาความพร้อมของบุคลากร

Cybersecurity ประกอบด้วยงานหลายด้านที่ต้องใช้ทักษะและประสบการณ์แตกต่างกัน ตั้งแต่ Security Monitoring, Network Security, Cloud Security และ Endpoint Security ไปจนถึง Incident Response, Digital Forensics, Vulnerability Management, Identity and Access Management, Backup and Recovery รวมถึง Governance, Risk and Compliance

องค์กรจึงไม่สามารถพึ่งพาบุคลากรเพียงคนเดียวให้ดูแลทุกระบบและรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุคลากรยังต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยี ช่องโหว่ รูปแบบการโจมตี และข้อกำหนดใหม่ ๆ ที่มีการพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ

ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่ต้องอาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ค่าใช้จ่ายในการสรรหาและรักษาบุคลากรที่มีทักษะ
  • ค่าอบรม การพัฒนาทักษะ และการสอบ Certification
  • ค่าเครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติงาน
  • ค่าเวรและค่าทำงานนอกเวลาทำการ
  • เวลาในการจัดทำคู่มือและถ่ายทอดความรู้
  • ค่าใช้จ่ายในการหาบุคลากรทดแทนเมื่อตำแหน่งว่าง


อีกหนึ่งความเสี่ยงที่สำคัญคือ การที่ความรู้เกี่ยวกับระบบสำคัญอยู่กับบุคลากรเพียงไม่กี่คน หากบุคลากรเหล่านั้นลางาน เปลี่ยนหน้าที่ หรือลาออก และองค์กรไม่มีเอกสารหรือผู้ปฏิบัติงานสำรอง การดำเนินงานก็อาจขาดความต่อเนื่องได้ทันที ซึ่งดูเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สามารถส่งผลเสียต่อธุรกิจได้อย่างมหาศาล

5. ค่าใช้จ่ายในการบริหารเครื่องมือและ Log หลายระบบ

ารซื้อเครื่องมือ Cybersecurity อยู่เสมอไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะได้รับผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยโดยอัตโนมัติ เครื่องมือแต่ละระบบต้องได้รับการออกแบบ ติดตั้ง เชื่อมต่อ ปรับแต่ง และดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้ากับการใช้งานของแต่ละองค์กร เพราะการใช้เครื่องมือ Cybersecurity แบบ Default โดยไม่มีการปรับแต่งอะไรเลยก็ถือเป็นการใช้เครื่องมือแบบไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องมือนั้น ๆ

ค่าใช้จ่ายแฝงในการบริหารเครื่องมือมักเกิดขึ้นในหลายจุด เช่น

  • การติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ
    ทีมงานต้องตั้งค่าเครื่องมือให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม เชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูล และตรวจสอบว่า Agent หรือ Connector ทำงานครบถ้วน
  • การปรับแต่งการตรวจจับ
    Alert และ Rule ต้องได้รับการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ครอบคลุมภัยคุกคามและลด False Positive ที่อาจทำให้ทีมงานเสียเวลา
  • การบริหาร Log และข้อมูล
    องค์กรต้องกำหนดว่าระบบใดต้องส่ง Log ต้องเก็บไว้นานเพียงใด ข้อมูลมีความละเอียดเพียงพอหรือไม่ และใครสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้
  • การบริหาร License และสิทธิ์การใช้งาน
    เครื่องมือจากผู้ผลิตแต่ละรายอาจมีรูปแบบ License และเงื่อนไขการต่ออายุแตกต่างกัน รวมถึงต้องมีการทบทวนสิทธิ์ของผู้ที่สามารถเข้าถึงเครื่องมือและข้อมูลสำคัญ


หากไม่มีผู้ดูแลอย่างต่อเนื่อง เครื่องมืออาจยังเปิดใช้งานอยู่ แต่ไม่ได้ส่งข้อมูลครบถ้วน หรือมี
Alert จำนวนมากโดยไม่มีผู้ตรวจสอบ องค์กรจึงอาจลงทุนกับเครื่องมือจำนวนมาก ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิด Incident จริง

6. ค่าใช้จ่ายจาก Patch ที่ล่าช้า

แม้ช่องโหว่จำนวนมากสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการติดตั้ง Patch แต่ในทางปฏิบัติ Patch Management มีความซับซ้อนมากกว่าการเปิดระบบอัปเดตอัตโนมัติ เพราะ Patch บางรายการอาจกระทบต่อ Application ระบบเดิม หรือกระบวนการทางธุรกิจที่สำคัญ

สาเหตุที่ทำให้การติดตั้ง Patch ล่าช้ามักเกิดจากองค์กรไม่มีรายการอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่ครบถ้วน ไม่ทราบว่าแต่ละระบบใช้ Version ใด ไม่มีสภาพแวดล้อมสำหรับทดสอบ หรือไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาปิดระบบได้โดยไม่กระทบต่อผู้ใช้งาน

กระบวนการบริหาร Patch ที่เหมาะสมควรครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนจบ ได้แก่

  1. จัดทำรายการอุปกรณ์ ระบบ และซอฟต์แวร์
  2. ตรวจสอบ Version และสถานะการสนับสนุน
  3. ติดตามช่องโหว่และประเมินผลกระทบต่อธุรกิจ
  4. จัดลำดับความสำคัญของ Patch
  5. ทดสอบก่อนนำไปใช้งานจริง
  6. สำรองข้อมูลและเตรียมแผนย้อนกลับ
  7. กำหนดช่วงเวลา Maintenance
  8. ตรวจสอบผลและติดตามอุปกรณ์ที่ติดตั้งไม่สำเร็จ


หากติดตั้ง
Patch ล่าช้า ช่องโหว่อาจถูกนำไปใช้โจมตี ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรับมือ Incident กู้คืนระบบ และแก้ไขปัญหาแบบเร่งด่วน รวมถึงอาจทำให้ระบบหยุดชะงัก กระทบต่อธุรกิจ ความเชื่อมั่นของลูกค้า และข้อกำหนดด้าน Compliance

7. ค่าใช้จ่ายด้าน Compliance และการจัดเตรียมหลักฐาน

Compliance ไม่ได้หมายถึงการจัดทำเอกสารก่อนวันตรวจประเมินเท่านั้น แต่องค์กรต้องแสดงให้เห็นว่ามาตรการด้านความปลอดภัยถูกนำไปใช้จริง มีผู้รับผิดชอบ และได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องตลอดการทำงาน

หลายองค์กรอาจดำเนินการตามข้อกำหนดแล้ว แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ครบถ้วน เนื่องจากข้อมูลกระจายอยู่ในหลายระบบ หลายหน่วยงาน และหลายรูปแบบ เช่น เอกสาร อีเมล Ticket ระบบบริหารทรัพย์สิน ระบบ Backup และ Log จากเครื่องมือต่าง ๆ

หลักฐานต่างๆ ดังกล่าวที่มักต้องจัดเตรียมตามข้อกำหนดแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่ม เช่น

หลักฐานด้านระบบและช่องโหว่

  • รายงานการติดตั้ง Patch
  • รายงานผลการสแกนช่องโหว่
  • Log การเปลี่ยนแปลงระบบ
  • รายงาน Security Monitoring


หลักฐานด้านสิทธิ์และบัญชีผู้ใช้งาน

  • รายงานสิทธิ์การเข้าถึง
  • หลักฐานการทบทวนสิทธิ์ตามรอบเวลา
  • ประวัติการเพิ่ม เปลี่ยนแปลง และยกเลิกบัญชี


หลักฐานด้านความต่อเนื่องและการตอบสนอง

  • รายงานสถานะ Backup
  • ผลการทดสอบกู้คืนข้อมูลและระบบ
  • รายงาน Incident และผลการแก้ไข
  • รายงานการติดตาม SLA


หลักฐานด้านการบริหารจัดการ

  • Policy และ Procedure
  • หลักฐานการอนุมัติและทบทวนเอกสาร
  • รายงานการประเมินความเสี่ยง
  • หลักฐานการฝึกอบรมและสร้างความตระหนัก


หากองค์กรไม่ได้วางระบบจัดเก็บหลักฐานตั้งแต่ต้น ทีมงานอาจต้องใช้เวลาจำนวนมากในการรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง และยังเสี่ยงที่หลักฐานจะไม่ครบถ้วน ไม่เป็นปัจจุบัน หรือไม่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงจากเวลาของบุคลากรในการค้นหาและจัดเตรียมหลักฐาน การแก้ไขเอกสาร รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจประเมิน

8. ค่าใช้จ่ายผลกระทบจากความเสี่ยงของคู่ค้าและ Supply Chain

การใช้ Cloud Provider, Software Vendor, บริษัท Outsource หรือผู้ให้บริการ IT Support ทำให้องค์กรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและบริการที่จำเป็นได้ แต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป ความเสี่ยงเพียงเปลี่ยนจากสิ่งที่องค์กรควบคุมโดยตรง ไปเป็นสิ่งที่ต้องบริหารร่วมกับบุคคลภายนอก

การจัดการความเสี่ยงของคู่ค้าควรครอบคลุมตลอดอายุของสัญญา

ก่อนเริ่มใช้บริการ

  • ประเมินมาตรการด้านความปลอดภัยของผู้ให้บริการ
  • กำหนดข้อกำหนดด้าน Cybersecurity ในสัญญา
  • ตรวจสอบ Subcontractor ที่เกี่ยวข้อง
  • กำหนดขอบเขตการเข้าถึงระบบและข้อมูล


ระหว่างการให้บริการ

  • ทบทวนสิทธิ์ของบัญชีจากภายนอก
  • กำหนดให้ใช้ Multi-factor Authentication
  • บันทึกและตรวจสอบกิจกรรมของผู้ให้บริการ
  • ทบทวนความเสี่ยงตามรอบเวลา


เมื่อเกิด
Incident หรือสิ้นสุดสัญญา

  • ประสานงานและตรวจสอบผลกระทบต่อระบบและข้อมูล
  • แก้ไขความเสียหายที่เกิดจากบุคคลภายนอก
  • วางแผนย้ายข้อมูลหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการ
  • ยกเลิกบัญชีและสิทธิ์การเข้าถึงทั้งหมด


แม้องค์กรจะไม่ได้เป็นผู้ควบคุมระบบของคู่ค้าทั้งหมด แต่ยังคงต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดกับข้อมูล ลูกค้า การดำเนินธุรกิจ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง หากสัญญาไม่ได้กำหนดความรับผิดชอบ การแจ้งเหตุ และเงื่อนไขการยกเลิกบริการไว้อย่างชัดเจน องค์กรอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้วางแผนไว้เมื่อเกิดเหตุการณ์

แนวทางลดความเสี่ยงและควบคุมค่าใช้จ่ายด้าน Cybersecurity

การลดค่าใช้จ่ายแฝงด้าน Cybersecurity ควรเริ่มจากการจัดลำดับความเสี่ยงและทำให้งานที่จำเป็นได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง องค์กรควรให้ความสำคัญกับแนวทางต่อไปนี้

1. จัดลำดับระบบและข้อมูลสำคัญ

ระบุว่าระบบใดมีผลต่อรายได้ การผลิต การให้บริการลูกค้า หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนด พร้อมกำหนดว่าธุรกิจสามารถยอมรับ System Downtime ได้นานเพียงใด และระบบใดต้องได้รับการกู้คืนก่อน

2. นำโซลูชันมาลดช่องว่างด้านความปลอดภัย

มาตรการสำคัญ ได้แก่ การใช้ Multi-factor Authentication การจำกัดสิทธิ์ผู้ใช้งาน การติดตั้ง Patch การแยกบัญชีผู้ดูแลระบบ และการป้องกัน Backup จากการแก้ไขหรือลบโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรการเหล่านี้ช่วยลดโอกาสเกิดเหตุและจำกัดความเสียหายไม่ให้ขยายวงกว้าง

3. เตรียมพร้อมสำหรับการตรวจพบและตอบสนอง

องค์กรควรกำหนดว่าใครเป็นผู้ตรวจสอบ Alert ใครมีหน้าที่รับผิดชอบเมื่อเกิด Incident และต้องยกระดับเหตุการณ์ภายในระยะเวลาเท่าใด

ควรมีแผนตอบสนอง รายชื่อผู้ประสานงาน ขั้นตอนการตัดสินใจ และการทดสอบกู้คืนข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถควบคุมเหตุการณ์และนำระบบกลับมาใช้งานได้เร็วขึ้น

4. กำหนดผู้รับผิดชอบและรูปแบบการดูแล

งานด้าน Cybersecurity ต้องมีเจ้าของงาน รอบการดำเนินการ และตัวชี้วัดที่ติดตามได้ เช่น สถานะ Patch ผลการตรวจสอบ Backup ระยะเวลาตอบสนองต่อ Alert และจำนวนช่องโหว่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

หลังจากระบุงานที่จำเป็นแล้ว องค์กรควรประเมินว่างานใดสามารถดำเนินการโดยทีมภายใน งานใดต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และงานใดเหมาะกับการใช้บริการจากภายนอก

รูปแบบการดูแลอาจประกอบด้วย

  • ดำเนินการทั้งหมดโดยทีมภายใน
  • ใช้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเฉพาะบางโครงการ
  • ใช้บริการ MSP สำหรับงานด้าน IT Operations
  • ใช้บริการ MSSP สำหรับ Security Monitoring และ Incident Support
  • ใช้รูปแบบ Co-managed โดยให้ทีมภายในทำงานร่วมกับผู้ให้บริการ
  • ใช้ผู้ให้บริการหลายรายตามความเชี่ยวชาญของแต่ละด้าน


การตัดสินใจเลือกใช้บริการจากภายนอกไม่ควรพิจารณาจากค่าบริการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปรียบเทียบกับต้นทุนในการสรรหาบุคลากร การรักษาทักษะ การทำงานนอกเวลาทำการ การบริหารเครื่องมือ และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากงานสำคัญไม่ได้รับการดูแล

ทำไม MSP จึงเป็นทางเลือกที่องค์กรควรพิจารณา

เมื่อองค์กรไม่สามารถสร้างหรือดูแลความสามารถทั้งหมดได้ด้วยทรัพยากรภายใน การใช้บริการจาก Managed Service Provider หรือ MSP จึงเป็นอีกทางเลือกที่ควรพิจารณา

1. ช่วยให้งานต่อเนื่องมีผู้รับผิดชอบ

กิจกรรมอย่าง Patch Management, Backup Monitoring, Alert Review และ Reporting อาจไม่ใช่งานที่สร้างรายได้โดยตรง แต่มีผลต่อระดับความเสี่ยงในระยะยาว

MSP สามารถช่วยกำหนดรอบการทำงาน ผู้รับผิดชอบ และกระบวนการติดตาม ทำให้งานสำคัญไม่ถูกเลื่อนออกไปเมื่อทีมภายในมีภารกิจเร่งด่วนกว่า

2. ช่วยให้ค่าใช้จ่ายบางส่วนวางแผนได้ง่ายขึ้น

การกำหนดขอบเขตบริการและ SLA ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานบางส่วนให้เป็นงบประมาณที่คาดการณ์ได้มากขึ้น แทนการรอรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจาก Overtime ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจ หรือการแก้ระบบหลังเกิด Incident

องค์กรต้องตรวจสอบให้ชัดว่าบริการใดรวมอยู่ในค่าบริการ และบริการใดมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น Incident Response, On-site Support, Digital Forensics และการกู้คืนระบบ

3. ช่วยให้องค์กรเข้าถึงทักษะหลายด้าน

องค์กรสามารถเข้าถึงทักษะตามขอบเขตที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างทุกบทบาทขึ้นภายในพร้อมกัน

แนวทางนี้เหมาะกับองค์กรที่ต้องการเพิ่มความสามารถด้าน Monitoring, Patch Management, Backup, Incident Coordination หรือ Reporting ให้กับทีม IT ภายใน

4. ช่วยลดการพึ่งพาบุคลากรเพียงไม่กี่คน

การมี MSP พร้อมเอกสาร ขั้นตอน การบันทึกงาน และทีมสนับสนุน/ซัพพอร์ต ช่วยลดความเสี่ยงจากการที่ความรู้สำคัญเกี่ยวกับระบบอยู่กับพนักงานเพียงคนเดียว

5. ช่วยกำหนด SLA และวัดผลได้

องค์กรสามารถกำหนดตัวชี้วัดร่วมกับ MSP เช่น

  • ระยะเวลาในการรับทราบและยกระดับ Alert
  • รอบการติดตั้ง Patch
  • อัตราความสำเร็จของ Backup
  • ความถี่ในการทดสอบกู้คืน
  • จำนวนช่องโหว่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
  • ความถี่ในการจัดทำรายงาน


การกำหนดตัวชี้วัดช่วยให้งานด้าน
Cybersecurity สามารถตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

6. ช่วยให้ทีมภายในมุ่งเน้นงานที่เชื่อมโยงกับธุรกิจ

ทีมภายในยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์ ประเมินความเสี่ยง และจัดลำดับความสำคัญ

การมอบหมายงานปฏิบัติการบางส่วนให้ MSP ช่วยให้ทีมภายในมีเวลาสำหรับการออกแบบระบบ การวางแผน Business Continuity การประเมินโครงการใหม่ และการสื่อสารความเสี่ยงกับผู้บริหารมากขึ้น

สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนเลือก MSP

การใช้ MSP เองก็เป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ที่อาจมีสิทธิ์เข้าถึงระบบสำคัญ องค์กรจึงไม่ควรพิจารณาแค่จากราคา รายการเครื่องมือ หรือคำว่า ดูแลครบวงจรเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบอย่างน้อย 5 ประเด็นหลักเบื้องต้น ดังนี้

1. ขอบเขตบริการและค่าใช้จ่าย

ตรวจสอบว่างานใดรวมและไม่รวมอยู่ในสัญญา ผู้ให้บริการมีหน้าที่เพียงตรวจพบและแจ้งเตือน หรือสามารถลงมือแก้ไขได้ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในสถานการณ์ใดบ้าง

2. บทบาทและ SLA ของแต่ละฝ่าย

กำหนดให้ชัดว่างานใดเป็นหน้าที่ของ MSP งานใดเป็นหน้าที่ของทีมภายใน ใครมีอำนาจอนุมัติการเปลี่ยนแปลง และต้องแจ้งเหตุภายในเวลาเท่าใด

3. การควบคุมสิทธิ์และความปลอดภัยของผู้ให้บริการ

ตรวจสอบว่าบุคลากรของ MSP เข้าถึงระบบใด ใช้ Multi-factor Authentication หรือไม่ มีการบันทึกกิจกรรมของผู้ดูแลระบบ และทบทวนสิทธิ์เป็นระยะหรือไม่

4. การจัดการ Incident, Log และข้อมูล

กำหนดว่าใครเป็นเจ้าของข้อมูลและ Log เก็บไว้นานเพียงใด องค์กรสามารถนำข้อมูลออกมาได้หรือไม่ และ MSP จะดำเนินการอย่างไรเมื่อเกิด Incident กับระบบของตนเองหรือลูกค้า

5. เงื่อนไขการยกเลิกหรือย้ายบริการ

ตรวจสอบว่าเมื่อยกเลิกสัญญา องค์กรจะได้รับข้อมูล เอกสาร และ Configuration ใดกลับคืน มีค่าใช้จ่ายในการย้ายหรือไม่ และข้อมูลที่เหลืออยู่จะถูกลบอย่างไร

เติมเต็มการดูแล IT และ Cybersecurity ด้วย Managed Services จาก BMSP

การลดค่าใช้จ่ายแฝงควรเริ่มจากการทำให้เครื่องมือ บุคลากร และกระบวนการที่องค์กรมีอยู่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง

BMSP ให้บริการในรูปแบบ Managed Service Provider (MSP) และ Managed Security Service Provider (MSSP) เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการระบบ IT และ Cybersecurity ตามขอบเขตที่เหมาะสมกับระบบ ระดับความเสี่ยง และทรัพยากรของแต่ละองค์กร

บริการจาก BMSP สามารถช่วยองค์กรในด้านต่าง ๆ เช่น

  • กำหนดกิจกรรมและผู้รับผิดชอบในการดูแลระบบ
  • ตรวจสอบและติดตาม Alert, Patch และ Backup
  • คัดกรองและยกระดับเหตุการณ์ตามกระบวนการที่ตกลงกัน
  • สนับสนุนทักษะเฉพาะทางให้กับทีม IT ภายใน
  • จัดทำรายงานและตัวชี้วัดสำหรับติดตามผล
  • วางขอบเขตบริการและ SLA ให้เหมาะกับความสำคัญของแต่ละระบบ


BMSP
ออกแบบบริการให้มีความยืดหยุ่น โดยองค์กรสามารถเลือกใช้บริการและทรัพยากรตามความต้องการจริงในรูปแบบ Pay-as-you-go รวมถึงเลือกสัญญาบริการได้ทั้งแบบรายเดือนและรายปี ช่วยให้องค์กรปรับเพิ่มหรือลดขอบเขตบริการตามการใช้งาน พร้อมวางแผนและควบคุมงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างค่าบริการและขอบเขตงานจะได้รับการกำหนดอย่างชัดเจนตามข้อตกลง เพื่อให้องค์กรทราบว่าบริการใดรวมอยู่ในแพ็กเกจ บริการใดเป็นทางเลือกเพิ่มเติม และมีค่าใช้จ่ายในกรณีใดบ้าง ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนด้านค่าใช้จ่ายและทำให้สามารถประเมินความคุ้มค่าของบริการได้ง่ายขึ้น

เริ่มต้นประเมิน Cybersecurity Gap ขององค์กรกับ BMSP

องค์กรของคุณอาจมีเครื่องมือที่จำเป็นอยู่แล้ว แต่อาจยังมีช่องว่างด้านบุคลากร เวลา กระบวนการ หรือความต่อเนื่องในการดูแล

พูดคุยกับทีม BMSP เพื่อร่วมประเมินว่า

  • ปัจจุบันองค์กรมีช่องว่างด้านใด
  • งานใดควรดูแลโดยทีมภายใน
  • งานใดเหมาะกับการใช้ Managed Services
  • ควรกำหนดขอบเขตบริการและ SLA อย่างไร
  • รูปแบบรายเดือน รายปี หรือ Pay-as-you-go แบบใดเหมาะกับการใช้งาน
  • ควรเริ่มต้นจากระบบหรือความเสี่ยงใดก่อน


ลดภาระงานประจำ เพิ่มความต่อเนื่องในการดูแล ควบคุมงบประมาณได้อย่างเหมาะสม และทำให้การลงทุนด้าน
IT และ Cybersecurity สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง


ติดต่อ BMSP เพื่อปรึกษาและประเมินแนวทาง Managed Services ที่เหมาะกับองค์กรของคุณ

ติดต่อ BMSP

ติดต่อ BMSP เพื่อปรึกษาด้าน Cybersecurity ให้กับองค์กรของคุณ

Share

Get in touch with us. We’re here to assist you.
02. Home (Bottom)
06. Join Our Team