รู้ 5 พฤติกรรมเสี่ยงบน Endpoint ที่ Security Tools อาจรับมือได้ไม่ทั้งหมด

ภัยคุกคามทางไซเบอร์จำนวนมากเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากพนักงานในองค์กร Human Error หรือความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น การคลิกลิงก์ Phishing ดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ใช้รหัสผ่านที่อ่อนแอ หรือปิดระบบรักษาความปลอดภัยด้วยตนเอง เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อองค์กร พฤติกรรมเสี่ยงนี้อาจเปิดช่องให้แฮกเกอร์เข้าถึงระบบ ขโมยข้อมูล หรือแพร่กระจาย Malware ภายในองค์กรได้ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ การหยุดชะงักของการดำเนินงาน การรั่วไหลของข้อมูล ค่าใช้จ่ายในการกู้คืนระบบ หรือความเสียหายต่อชื่อเสียงองค์กร ถึงแม้องค์กรจะมีเครื่องมือด้านความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพเพียงใด ก็ไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากพฤติกรรมได้ทั้งหมด

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า พฤติกรรมใดบ้างที่องค์กรควรเฝ้าระวัง เหตุใดพฤติกรรมเหล่านี้จึงเป็นความเสี่ยง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร และองค์กรควรมีแนวทางในการลดความเสี่ยงอย่างไร โดยยกตัวอย่าง 5 พฤติกรรมเสี่ยงบน Endpoint ที่องค์กรควรหลีกเลี่ยง

Table of Contents

Endpoint คืออะไร?

Endpoint คือ อุปกรณ์ปลายทางที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายและใช้ในการรับ ส่ง หรือประมวลผลข้อมูล ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงอุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่พนักงานใช้ในการเข้าถึงระบบและข้อมูลขององค์กร จึงควรมีโซลูชันที่มาช่วยป้องกันความภัยที่ออาจเกิดขึ้น การเลือกใช้ Endpoint Security เป็นโซลูชันที่ช่วยปกป้องอุปกรณ์ปลายทางโดยสามารถตรวจจับ ป้องกัน และตอบสนองต่อการโจมตี เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ปลายทาง ถึงแม้จะมีโซลูชัน Endpoint Security ที่ดีแต่หากพนักงานยังขาดความตระหนักรู้พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อความปลอดภัย ก็ไม่สามารถรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

1. ดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

การดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ เว็บไซต์ที่ไม่เป็นทางการ หรือไฟล์ที่ส่งมาจากแหล่งที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ เป็นพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อ Endpoint เนื่องจากไฟล์เหล่านี้อาจถูกฝัง Malware Ransomware หรือโปรแกรมอื่น ๆ ที่เป็นอันตรายโดยที่พนักงานไม่ทราบ พฤติกรรมดังกล่าวเกิดจากความต้องการความสะดวกในการทำงาน โดยไม่ทันตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจตามมา

เมื่อไฟล์ถูกเปิดใช้งาน แฮกเกอร์อาจใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงอุปกรณ์ ขโมยข้อมูล ติดตั้งโปรแกรมอันตราย หรือแพร่กระจายการโจมตีไปยัง Endpoint อื่นภายในเครือข่ายองค์กรได้ ส่งผลให้การดำเนินงานขององค์กรหยุดชะงัก ข้อมูลสำคัญรั่วไหล และเกิดค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการกู้คืนระบบ

แนวทางที่องค์กรควรเตรียมรับมือเพื่อลดความเสี่ยง

  • กำหนดนโยบายการติดตั้งซอฟต์แวร์ ให้ติดตั้งได้เฉพาะซอฟต์แวร์ที่ผ่านการอนุมัติจากฝ่าย IT
  • ใช้โซลูชัน Endpoint Security ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยตรวจจับและบล็อกไฟล์อันตรายก่อนส่งผลกระทบต่อระบบ
  • จำกัดสิทธิ์การติดตั้งและการใช้งาน ตามหลัก Least Privilege เพื่อลดโอกาสที่ Malware จะติดตั้งหรือทำงานได้
  • จัดอบรมด้าน Cybersecurity Awareness เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงจากการดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • จัดเตรียมซอฟต์แวร์ที่ได้รับอนุมัติจากองค์กร เพื่อให้พนักงานมีทางเลือกที่ปลอดภัยในการทำงาน
  • จัดทำแผนสำรองและกู้คืนข้อมูล (Backup & Disaster Recovery) ช่วยให้ฟื้นฟูระบบให้กลับมาใช้งานได้อย่างรวดเร็วหากถูกโจมตีด้วย Malware หรือ Ransomware ลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นตัวอย่างสถานการณ์


ตัวอย่างสถานการณ์

พนักงานดาวน์โหลดโปรแกรมฟรีจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือเพื่อใช้ในการทำงาน เนื่องจากต้องการใช้งานได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากฝ่าย IT เมื่อทำการติดตั้ง โปรแกรมมี Malware แฝงอยู่ ทำให้สามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับและเริ่มแพร่กระจายไปยัง Endpoint อื่นภายในเครือข่ายขององค์กร ส่งผลให้ข้อมูลสำคัญถูกเข้ารหัสโดยRansomware ระบบบางส่วนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ และองค์กรต้องเสียเวลา ค่าใช้จ่าย และทรัพยากรในการกู้คืนระบบ เหตุการณ์ลักษณะนี้สามารถลดความเสี่ยงได้ หากองค์กรกำหนดนโยบายให้ติดตั้งเฉพาะซอฟต์แวร์ที่ผ่านการอนุมัติจากฝ่าย IT ใช้ Endpoint Security เพื่อช่วยตรวจจับและบล็อกไฟล์อันตราย จำกัดสิทธิ์การติดตั้งโปรแกรมตามหลัก Least Privilege พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้ด้าน Cybersecurity Awareness ให้กับพนักงาน และจัดทำแผน Backup & Disaster Recovery (BDR) เพื่อให้สามารถกู้คืนระบบได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์

2. คลิกลิงก์หรือเปิดไฟล์แนบจาก Email Phishing

Email Phishing หรือ อีเมลหลอกลวง เป็นรูปแบบการโจมตีที่แฮกเกอร์มักปลอมแปลงเป็นอีเมลจากองค์กรหรืออีเมลที่พนักงานไว้วางใจ เช่น แต่งชื่ออีเมล์หรือชื่อผู้ส่งให้ใกล้เคียงของจริงเพื่อให้น่าเชื่อถือมากที่สุด เพื่อส่งลิงก์ปลอมหรือไฟล์แนบอันตรายมาให้ พฤติกรรมนี้เกิดจากขาดความระมัดระวังหรือความเร่งรีบในการทำงาน เมื่อมีการคลิกลิงก์หรือเปิดไฟล์ จะเป็นการเปิดโอกาสให้แฮกเกอร์ขโมยข้อมูลการเข้าสู่ระบบ หรือดาวน์โหลด Malware ลงสู่ Endpoint เพื่อใช้เป็นฐานในการเจาะระบบภายในเครือข่ายขององค์กร หากพนักงานไม่ดูให้ดี จะส่งผลให้ข้อมูลองค์กรรั่วไหล เกิดการโจมตีแบบ Ransomware ธุรกิจเสียหาย สูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ

แนวทางที่องค์กรควรเตรียมรับมือเพื่อลดความเสี่ยง

  • ใช้ระบบกรองอีเมล (Email Filtering / Anti-Phishing) เพื่อตรวจจับและบล็อกอีเมลหลอกลวงก่อนถึงกล่องจดหมายของพนักงาน
  • จัดอบรมด้าน Cybersecurity Awareness เพื่อให้พนักงานตระหนักรู้วิธีการสังเกตสัญญาณของ Email Phishing เช่น ผู้ส่งที่ผิดปกติ ลิงก์ปลอม ไฟล์แนบที่น่าสงสัย หรือข้อความที่เร่งรัดให้ดำเนินการ เป็นต้น
  • ดำเนินการทดสอบ Phishing Simulation อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินความตระหนักรู้ของพนักงานและนำผลลัพธ์ไปปรับปรุงการอบรมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • กำหนดช่องทางการรายงานอีเมลต้องสงสัยให้ชัดเจน เพื่อให้พนักงานสามารถแจ้งฝ่าย IT ได้อย่างรวดเร็ว และลดโอกาสการแพร่กระจายของภัยคุกคาม
  • เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนหลายชั้น (Multi-Factor Authentication: MFA) การยืนยันตัวตนก่อนเข้าสู่ระบบที่ต้องใช้ปัจจัยยืนยันตัวตนมากกว่า 1 อย่าง เพื่อช่วยลดความเสียหาย แม้ว่าข้อมูลบัญชีพนักงานจะถูกขโมยจากการโจมตีแบบ Phishing


ตัวอย่างสถานการณ์

พนักงานได้รับอีเมลที่มีลักษณะคล้ายการแจ้งเตือนจากฝ่าย HR โดยระบุให้ตรวจสอบสลิปเงินเดือนผ่านลิงก์ที่แนบมา เมื่อคลิกลิงก์ ระบบจะแสดงหน้าเข้าสู่ระบบที่มีหน้าตาเหมือนเว็บไซต์ขององค์กร ทำให้พนักงานกรอกชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลดังกล่าวจึงถูกส่งไปยังผู้ไม่หวังดี ซึ่งสามารถนำบัญชีที่ได้ไปเข้าถึงระบบขององค์กร และขยายการโจมตีไปยังอุปกรณ์หรือระบบอื่นภายในเครือข่ายได้ ดังนั้นพนักงานควรต้องตรวจสอบความถูกต้องของอีเมลและลิงก์ก่อนกรอกข้อมูลสำคัญทุกครั้ง หากพบความผิดปกติควรแจ้งฝ่าย IT ทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจลุกลาม

3. ใช้รหัสผ่านที่อ่อนแอหรือใช้รหัสผ่านซ้ำ

การตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาง่าย เช่น วันเกิด ชื่อ หรือเลขเรียงกัน รวมถึงการใช้รหัสผ่านเดียวกันซ้ำในหลายระบบทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่พบได้บ่อยในองค์กร เนื่องจากพนักงานต้องการความสะดวกในการจดจำ โดยไม่ตระหนักว่าหากรหัสผ่านใดรหัสผ่านหนึ่งรั่วไหล แฮกเกอร์สามารถนำไปทดลองเข้าสู่ระบบอื่น ๆ ที่ใช้รหัสผ่านเดียวกันได้ เมื่อแฮกเกอร์ขโมยรหัสผ่านสำเร็จ จะสามารถเข้าถึงบัญชีพนักงานภายในองค์กร ขโมยข้อมูลสำคัญ หรือแฝงตัวอยู่ในระบบโดยไม่ถูกตรวจพบเป็นระยะเวลานาน ทำให้แฮกเกอร์สามารถใช้บัญชีที่ถูกขโมยเข้าถึงข้อมูลสำคัญ สวมรอยดำเนินการในนามของพนักงาน และขยายการโจมตีไปยังเครือข่ายภายในองค์กร ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและความเชื่อมั่นขององค์กร

แนวทางที่องค์กรควรเตรียมรับมือเพื่อลดความเสี่ยง

  • กำหนดนโยบายความปลอดภัยของรหัสผ่าน (Password Policy) สำหรับบุคลากรในองค์กร เช่น กำหนดความยาวขั้นต่ำ การผสมตัวอักษรและสัญลักษณ์ และการเปลี่ยนรหัสผ่านตามรอบเวลาที่กำหนด เป็นต้น
  • เปิดใช้งาน Multi-Factor Authentication (MFA) การยืนยันตัวตนก่อนเข้าสู่ระบบที่ต้องใช้ปัจจัยยืนยันตัวตนมากกว่า 1 อย่าง เพื่อเพิ่มชั้นความปลอดภัยแม้รหัสผ่านจะถูกขโมยไปแล้ว
  • ใช้โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน (Password Manager) เพื่อช่วยให้พนักงานสร้างและจดจำรหัสผ่านที่ปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้ซ้ำ
  • จัดอบรมด้าน Cybersecurity Awareness เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความเสี่ยงของการใช้รหัสผ่านที่อ่อนแอหรือซ้ำกัน
  • ตรวจสอบและแจ้งเตือนรหัสผ่านที่รั่วไหล (Password Breach Monitoring) เพื่อให้พนักงานเปลี่ยนรหัสผ่านได้ทันทีหากพบความเสี่ยง
  • จำกัดจำนวนครั้งการเข้าสู่ระบบผิดพลาด (Account Lockout Policy) เพื่อป้องกันการโจมตีแบบที่แฮกเกอร์ใช้โปรแกรมสุ่มหรือลองรหัสผ่านซ้ำ ๆ


ตัวอย่างสถานการณ์

การตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ง่าย เช่น วันเดือนปีเกิด ชื่อ หรือเลขเรียงกัน รวมถึงการใช้รหัสผ่านเดียวกันซ้ำในหลายระบบ ทั้งระบบงานและบัญชีส่วนตัว เป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่พบได้บ่อยในองค์กร เนื่องจากพนักงานต้องการความสะดวกในการจดจำ โดยไม่ตระหนักว่าหากรหัสผ่านของระบบใดระบบหนึ่งรั่วไหล แฮกเกอร์สามารถนำข้อมูลไปทดลองเข้าสู่ระบบอื่นที่ใช้รหัสผ่านเดียวกันได้ เมื่อแฮกเกอร์ขโมยรหัสผ่านสำเร็จ อาจเข้าถึงบัญชีผู้ใช้งานภายในองค์กร ขโมยข้อมูลสำคัญ หรือแฝงตัวอยู่ในระบบโดยไม่ถูกตรวจพบเป็นระยะเวลานาน จากนั้นอาจสวมรอยดำเนินการในนามของพนักงาน หรือขยายการโจมตีไปยังระบบและ Endpoint อื่นภายในเครือข่าย ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ความต่อเนื่องในการให้บริการ และความน่าเชื่อถือขององค์กร พนักงานควรต้องตั้งรหัสผ่านที่แตกต่างกันในแต่ละบัญชีผู้ใช้งานระบบและเปิดใช้งาน MFA เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี

4. ปิดหรือหลีกเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัย

การปิดหรือหลีกเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์ เช่น ปิด Antivirus ปิด Firewall หรือหลีกเลี่ยง VPN เมื่อทำงานนอกสถานที่ เป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่พนักงานมักทำโดยเข้าใจว่าระบบเหล่านี้ทำให้เครื่องทำงานช้าลงหรือรบกวนการใช้งาน จึงปิดเพื่อความสะดวกโดยไม่ตระหนักว่ากำลังเปิดช่องโหว่ให้กับอุปกรณ์ของตนเอง เมื่อระบบรักษาความปลอดภัยถูกปิดส่งผลให้เพิ่มช่องโหว่อุปกรณ์จะไม่มีการตรวจจับหรือป้องกันภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ ทำให้ Malware หรือการโจมตีทางไซเบอร์สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ถูกตรวจพบ และอาจแพร่กระจายไปยังอุปกรณ์อื่นภายในเครือข่ายองค์กรก่อนที่ฝ่าย IT จะรับมือทัน ส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรง เนื่องจากไม่มีระบบใดคอยแจ้งเตือนหรือสกัดกั้นการโจมตีตั้งแต่ต้น

แนวทางที่องค์กรควรเตรียมรับมือเพื่อลดความเสี่ยง

  • กำหนดนโยบายห้ามปิดหรือแก้ไขการตั้งค่าระบบรักษาความปลอดภัยด้วยตนเอง โดยให้สิทธิ์การจัดการเฉพาะฝ่าย IT
  • ใช้โซลูชัน Centralized Endpoint Management เพื่อควบคุมและตรวจสอบสถานะระบบรักษาความปลอดภัยของทุกอุปกรณ์จากส่วนกลาง
  • ตั้งค่าการแจ้งเตือนอัตโนมัติ เมื่อพบว่าอุปกรณ์ใดปิดหรือหยุดการทำงานของระบบป้องกัน เพื่อให้ฝ่าย IT ตรวจสอบและแก้ไขได้ทันที
  • บังคับใช้การอัปเดตซอฟต์แวร์และแพตช์ความปลอดภัยอัตโนมัติ เพื่อลดช่องโหว่ที่อาจถูกโจมตี
  • จำกัดสิทธิ์ผู้ดูแลระบบบนอุปกรณ์ของพนักงาน ตามหลัก Least Privilege เพื่อป้องกันการปิดระบบรักษาความปลอดภัยโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • จัดอบรมด้าน Cybersecurity Awareness เพื่อให้พนักงานเข้าใจความสำคัญของระบบรักษาความปลอดภัยและผลกระทบหากปิดการทำงาน


ตัวอย่างสถานการณ์

เมื่อพนักงานปิดหรือหลีกเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัย Endpoint Security ชั่วคราวเพื่อให้สามารถติดตั้งโปรแกรมที่จำเป็นต่อการทำงานได้ เมื่อโปรแกรมมี Malware แฝงอยู่ ระบบจึงไม่สามารถตรวจจับหรือบล็อกภัยคุกคามได้ทันเวลา ทำให้ Malware แพร่กระจายไปยังอุปกรณ์อื่นภายในองค์กรและส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน ดังนั้น องค์กรควรกำหนดนโยบายไม่ให้พนักงานสามารถปิดหรือแก้ไขการตั้งค่าระบบ Endpoint Security ได้ พร้อมทั้งบริหารจัดการจากส่วนกลางและสร้างความตระหนักรู้ให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากพฤติกรรม

5. ไม่อัปเดตระบบและซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ

เหตุผลที่ซอฟต์แวร์ต้องมีการอัปเดตอยู่เสมอ ก็เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบไม่ให้แฮกเกอร์สามารถอาศัยช่องโหว่เหล่านั้นเข้าโจมตีได้ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จะตรวจสอบและวิเคราะห์ช่องโหว่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการอัปเดตซอฟต์แวร์จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย เพราะเป็นมาตรการที่ผู้พัฒนาออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้ใช้งานโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม พนักงานบางรายอาจเลื่อนหรือหลีกเลี่ยงการอัปเดต เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบต่อการทำงาน หรือไม่ต้องการเสียเวลาในการรีสตาร์ทเครื่อง ส่งผลให้อุปกรณ์ Endpoint ยังคงมีช่องโหว่ที่สามารถนำไปใช้โจมตีได้ อาจใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เพื่อเข้าถึงระบบ ติดตั้ง Malware หรือยกระดับสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญขององค์กร ส่งผลให้ข้อมูลรั่วไหล ระบบหยุดชะงัก และเพิ่มค่าใช้จ่ายในการกู้คืนระบบ รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

แนวทางที่องค์กรควรเตรียมรับมือและเพื่อลดความเสี่ยง

  • กำหนดให้บังคับใช้การอัปเดตซอฟต์แวร์และแพตช์ความปลอดภัยอัตโนมัติแทนการให้พนักงานเลือกอัปเดตเอง
  • กำหนดนโยบายและระยะเวลาที่ชัดเจนสำหรับการอัปเดตระบบ เพื่อให้อุปกรณ์ทุกเครื่องได้รับการอัปเดตภายในกรอบเวลาที่กำหนด
  • ตั้งค่าการแจ้งเตือนอัตโนมัติ เมื่อพบอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้อัปเดตหรือใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชันที่หมดอายุการสนับสนุน
  • จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงเครือข่ายสำหรับอุปกรณ์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย (Network Access Control) จนกว่าจะได้รับการอัปเดต


ตัวอย่างสถานการณ์

พนักงานเลื่อนการอัปเดตระบบปฏิบัติการออกไปหลายสัปดาห์ เนื่องจากไม่ต้องการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ แฮกเกอร์จึงใช้ช่องโหว่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขโจมตีอุปกรณ์และติดตั้ง Malware เพื่อเข้าถึงข้อมูลภายในองค์กร ส่งผลให้ฝ่าย IT ต้องใช้เวลาในการกู้คืนระบบและตรวจสอบความเสียหาย ดังนั้นพนักงานควรต้องอัปเดตระบบและซอฟต์แวร์ทันทีเมื่อมีการแจ้งเตือน และหลีกเลี่ยงการเลื่อนการอัปเดตออกไปโดยไม่จำเป็น

ยกระดับความปลอดภัยของ Endpoint ให้กับองค์กรด้วยบริการจาก BMSP

การป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์บน Endpoint ที่มีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยทั้งโซลูชันด้านความปลอดภัย และความตระหนักรู้ของพนักงานควบคู่เนื่องจากพฤติกรรมของพนักงานภายในองค์กร ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจจะเปิดช่องให้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์ได้ ดังนั้น องค์กรควรให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยกับการกำหนดนโยบายและให้พนักงานปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสเกิดความเสี่ยงจาก Human Error

ขณะเดียวกัน การเลือกใช้โซลูชัน Endpoint Security ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับ ป้องกัน และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดโอกาสที่ความเสียหายจะลุกลามไปยังระบบและอุปกรณ์อื่นภายในองค์กร

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาโซลูชัน Endpoint Security เช่น Next-Generation Antivirus, EDR, XDR หรือ DLP พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ BMSP พร้อมให้คำปรึกษาในการออกแบบและติดตั้งระบบให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร เพื่อช่วยยกระดับการป้องกันภัยคุกคามและลดความเสี่ยงด้าน Cybersecurity

ติดต่อ BMSP

ติดต่อ BMSP เพื่อปรึกษาด้าน Cybersecurity ให้กับองค์กรของคุณ

Share

Get in touch with us. We’re here to assist you.
02. Home (Bottom)
06. Join Our Team