ข้อมูล คือหนึ่งในทรัพย์สินสำคัญขององค์กรยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลูกค้า เอกสารทางการเงิน แผนธุรกิจ หรือระบบงานภายในที่ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจในแต่ละวัน แต่เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกเข้ารหัส ล็อกการเข้าถึง หรือถูกนำไปใช้ต่อรองโดยผู้ไม่หวังดี ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงต่อทั้งการดำเนินงานและความน่าเชื่อถือขององค์กร โดยหนึ่งในภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ธุรกิจต้องระวังคือ Ransomware หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ซึ่งสามารถทำให้ระบบหยุดชะงัก สูญเสียข้อมูลสำคัญ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า ใน
บทความนี้ BMSP จะพาคุณทำความเข้าใจว่า Ransomware คืออะไร มีรูปแบบการทำงานอย่างไร พร้อมแนะนำแนวทางป้องกันและรับมืออย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้องค์กรลดความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
Key Takeaways
- Ransomware คือมัลแวร์ที่ล็อกรหัสข้อมูลเพื่อเรียกค่าไถ่ข้อมูล หากไม่จ่ายข้อมูลอาจถูกทำลายหรือรั่วไหลสู่สาธารณะ
- กลยุทธ์การโจมตีของ Ransomware มักมาในรูปแบบการหลอกลวงผ่านอีเมล (Phishing) การดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย และช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้อัปเดต
- การป้องกัน Ransomware ที่ดีที่สุด คือการใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง เช่น EDR, MDR และ CSOC ควบคู่ไปกับการสำรองข้อมูล (Backup) อย่างสม่ำเสมอ
Ransomware คืออะไร
มัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือ Ransomware คือโปรแกรมอันตรายที่อาชญากรไซเบอร์ใช้โจมตีองค์กรโดยการล็อกไฟล์ เข้ารหัสข้อมูล หรือปิดกั้นไม่ให้ใช้งานระบบได้ตามปกติ จากนั้นจะเรียกเงินค่าไถ่เพื่อแลกกับการปลดล็อกข้อมูลหรือระบบ
พูดง่าย ๆ คือ ข้อมูลขององค์กรถูกจับเป็นตัวประกันหากไม่จ่ายเงินตามที่กำหนด ผู้โจมตีอาจลบข้อมูล ขโมยข้อมูลไปเผยแพร่ หรือทำให้ระบบใช้งานไม่ได้ต่อไป ส่งผลให้องค์กรหยุดชะงัก เสียชื่อเสียง และสูญเสียรายได้มหาศาลได้
Ransomware มีหลักการทำงานอย่างไร
กระบวนการโจมตีของ Ransomware มีขั้นตอนหลักที่อาชญากรไซเบอร์ใช้เพื่อเข้าควบคุมข้อมูลสำคัญดังนี้
- การเข้าหาและบุกรุกเข้าระบบ: ผู้โจมตีใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงเครือข่ายขององค์กร เช่น การทำอีเมลปลอม (Phishing) เพื่อหลอกให้พนักงานคลิกลิงก์ที่มี Ransomware ฝังอยู่ รวมถึงการสร้างเว็บไซต์อันตรายที่ใช้ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ในการติดตั้งโปรแกรมลงบนเครื่องโดยอัตโนมัติ
- การเข้าถึงและเข้ารหัสข้อมูล: เมื่อ Ransomware เข้าสู่ระบบได้แล้ว จะทำการค้นหาข้อมูลที่สำคัญและละเอียดอ่อน จากนั้นจึงลักลอบดึงข้อมูลออกจากระบบและทำลายไฟล์ต้นฉบับ แล้วใช้การเข้ารหัสที่ซับซ้อนกับข้อมูลที่คัดลอกมาเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าของข้อมูลเข้าใช้งานได้อีก
- การส่งข้อความเรียกค่าไถ่: โปรแกรมจะแสดงข้อความแจ้งเตือนระบุว่าข้อมูลถูกเข้ารหัสไว้และเรียกร้องให้ชำระเงิน โดยกลุ่มผู้โจมตีมักข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะหรือลบข้อมูลทิ้งหากไม่มีการชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด
Ransomware เข้าสู่ระบบได้อย่างไร รวมช่องทางที่พบบ่อย
อาชญากรไซเบอร์ใช้กลยุทธ์หลากหลายในการส่ง Ransomware เข้าสู่เป้าหมาย โดยมักหลอกล่อให้เหยื่อหลงเชื่อผ่านช่องทางที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน เช่น
- แฝงมากับเอกสารแนบทางอีเมล: ปลอมชื่อผู้ส่งเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ, คู่ค้า, ฝ่าย IT, ฝ่ายการเงิน หรือผู้บริหาร พร้อมใช้หัวข้ออีเมลที่ดูเร่งด่วน เช่น ใบแจ้งหนี้ รายงานประชุม หรือคำสั่งด่วน เพื่อกดดันให้เหยื่อรีบเปิดไฟล์แนบโดยไม่ตรวจสอบ ทำให้ติดตั้ง Ransomware ลงเครื่องทันที
- เว็บไซต์อันตรายและช่องโหว่ซอฟต์แวร์: เหยื่ออาจติดเชื้อได้เพียงแค่เข้าชมเว็บไซต์ที่ถูกควบคุมไว้ โดยผู้โจมตีจะอาศัยข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยในเบราว์เซอร์หรือระบบปฏิบัติการที่ล้าสมัยเพื่อส่งโค้ดประสงค์ร้ายเข้าสู่ระบบในทันทีที่พบช่องโหว่เหล่านั้น ๆ ของระบบเดิม
- แฝงมาในรูปแบบโฆษณาอันตราย: เป็นการฝังมัลแวร์ไว้ในป้ายโฆษณาตามหน้าเว็บไซต์ (Ads Banner) หรือซอฟต์แวร์ต่าง ๆ หากผู้ใช้งานเผลอคลิกโฆษณาเหล่านั้น ระบบจะถูกส่งต่อไปยังขั้นตอนการติดตั้ง Ransomware ลงบนเครื่องโดยไม่รู้ตัว
- หลอกให้ดาวน์โหลดโปรแกรมหรือไฟล์ปลอม: Ransomware อาจถูกซ่อนอยู่ในโปรแกรมเถื่อน โปรแกรมแคร็ก ไฟล์ติดตั้งปลอม หรือเครื่องมือที่อ้างว่าช่วยแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ เมื่อผู้ใช้ดาวน์โหลดและติดตั้ง โปรแกรมอันตรายก็จะเริ่มทำงานและเข้ารหัสข้อมูลในระบบ
- เจาะผ่านบัญชีผู้ใช้หรือรหัสผ่านที่อ่อนแอ: ในบางกรณี ผู้โจมตีอาจขโมยรหัสผ่านหรือเดารหัสผ่านของบัญชีผู้ใช้ เพื่อเข้าสู่ระบบขององค์กรโดยตรง จากนั้นจึงติดตั้ง Ransomware ลงในเครื่องหรือเซิร์ฟเวอร์สำคัญ ทำให้การโจมตีลุกลามไปยังหลายระบบได้อย่างรวดเร็ว
Ransomware มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
Ransomware ถูกแบ่งประเภทตามลักษณะการโจมตีและการควบคุมข้อมูล โดยมีรูปแบบที่อาชญากรไซเบอร์นิยมใช้ในการสร้างความเสียหายและเรียกค่าไถ่ เช่น
- Crypto Ransomware คือรูปแบบที่เข้ารหัสไฟล์สำคัญ เช่น เอกสาร รูปภาพ หรือฐานข้อมูล ทำให้ผู้ใช้เปิดไฟล์ไม่ได้แม้ตัวเครื่องจะยังเปิดติดปกติ และต้องจ่ายค่าไถ่เพื่อแลกกับกุญแจปลดล็อก
- Locker Ransomware คือรูปแบบที่เน้นโจมตีที่การล็อกหน้าจอหรือปิดกั้นการเข้าถึงระบบปฏิบัติการ ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าใช้งานเครื่องได้ตามปกติ แม้ไฟล์ภายในเครื่องอาจไม่ได้ถูกเข้ารหัสโดยตรง
- Double Extortion Ransomware คือรูปแบบที่แฮกเกอร์จะเข้ารหัสไฟล์ควบคู่ไปกับการแอบขโมยข้อมูลสำคัญ จากนั้นจะขู่ว่าหากไม่จ่ายค่าไถ่ จะนำข้อมูลไปเผยแพร่สู่สาธารณะ
- RaaS (Ransomware-as-a-Service) คือรูปแบบบริการให้เช่าเครื่องมือ Ransomware ทำให้ผู้โจมตีที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคมากนักก็สามารถนำไปใช้โจมตีเป้าหมายได้
- Wiper (Destructive Ransomware) คือรูปแบบที่แสร้งทำเป็นเรียกค่าไถ่ แต่จุดประสงค์หลักคือทำลายข้อมูลหรือระบบ แม้จ่ายเงินแล้วก็อาจไม่สามารถกู้คืนข้อมูลได้
แนวทางการป้องกัน Ransomware ทำได้อย่างไรบ้าง
การป้องกัน Ransomware ต้องอาศัยทั้งการปรับพฤติกรรมการใช้งาน และการเลือกใช้เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เข้ามาช่วยดูแลระบบ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
1. ระวังลิงก์และเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์ที่แนบมากับอีเมลขยะหรือโฆษณาบนเว็บไซต์ที่ดูน่าสงสัย เนื่องจากเป็นช่องทางหลักที่ใช้กระจาย Ransomware นอกจากนี้ควรเลือกดาวน์โหลดซอฟต์แวร์จากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น และตรวจสอบ URL ของเว็บไซต์ให้มั่นใจก่อนกรอกข้อมูลสำคัญเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง
2. สแกนอีเมลและระวังไฟล์แนบ
องค์กรควรใช้เครื่องมือสแกนอีเมลเพื่อตรวจจับมัลแวร์ที่แฝงมากับไฟล์แนบ รูปภาพ หรือลิงก์อันตราย หากได้รับอีเมลน่าสงสัยไม่ควรรีบเปิดไฟล์หรือคลิกลิงก์ทันที แต่ควรตรวจสอบชื่อและอีเมลผู้ส่งอย่างละเอียด เนื่องจากอาชญากรไซเบอร์มักปลอมแปลงโดเมนให้คล้ายกับบริษัท คู่ค้า หรือผู้บริหารระดับสูง โดยอาจสะกดผิดหรือสลับตัวอักษรเพียงตัวเดียวเพื่อหลอกตา
นอกจากนี้ควรสังเกตสิ่งผิดปกติในเนื้อหา เช่น การสะกดคำผิด รูปประโยคแปลก ๆ การใช้ถ้อยคำกดดันเร่งด่วนเพื่อขอให้ดำเนินการทันที รวมถึงหลีกเลี่ยงการเปิดไฟล์นามสกุลแปลก ๆ ที่ซ่อนไฟล์โปรแกรมอันตรายไว้ด้านหลัง เช่น .exe หากไม่มั่นใจ ควรติดต่อยืนยันกับผู้ส่งผ่านช่องทางอื่นโดยตรงทันที
3. ติดตั้งระบบป้องกัน (Firewall & Endpoint Protection)
การวางระบบ Ransomware Protection เพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ มีส่วนช่วยในการหยุดยั้ง Ransomware ก่อนที่จะเข้าถึงข้อมูลได้ โดยมีเครื่องมือที่แนะนำดังนี้
- ใช้บริการ Cyber Security Services และทำการทดสอบระบบด้วยการทำ Pentest เพื่อหาช่องโหว่ของระบบก่อนที่แฮกเกอร์จะพบ
- ติดตั้ง WAF (Web Application Firewall) เพื่อคัดกรองทราฟฟิกที่เป็นอันตรายจากเว็บไซต์ และใช้ระบบ Next-Generation Firewall ตรวจสอบไฟล์ที่รับส่งเข้าออกอย่างละเอียด
- ใช้โซลูชัน EDR (Endpoint Detection and Response) เพื่อตรวจจับและโต้ตอบภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ปลายทางโดยเฉพาะ
- บริหารจัดการระบบด้วย CSOC (Cyber Security Operations Center) และระบบ SIEM (Security Information and Event Management) เพื่อรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์ผิดปกติมาวิเคราะห์และเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ตลอด 24/7
- เลือกใช้ MDR (Managed Detection and Response) หรือบริการจาก MSP (Managed Service Provider) เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอทีช่วยดูแลและตอบโต้ภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างรวดเร็ว
4. สำรองข้อมูลสม่ำเสมอและใช้ VPN
การทำสำรองข้อมูล (Backup) อย่างสม่ำเสมอในอุปกรณ์ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับเครือข่ายหลักจะช่วยให้กู้คืนระบบได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าไถ่ นอกจากนี้ เมื่อต้องใช้งาน Wi-Fi สาธารณะ ควรใช้ VPN เพื่อเข้ารหัสข้อมูลที่รับส่ง เป็นการสร้างอุโมงค์นิรภัยที่ป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงหรือฝังมัลแวร์ลงในเครื่องได้
5. อัปเดตซอฟต์แวร์และระวังอุปกรณ์เชื่อมต่อภายนอก
หมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอเพื่อปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยด้านไอที รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้แฟลชไดร์ฟ (USB) ที่ไม่ทราบที่มา เพราะอาจมี Ransomware ฝังอยู่ข้างใน
นอกจากนี้การย้ายระบบบริหารทรัพยากรด้านไอทีไปทำงานบน Cloud Computing ยังเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วยมาตรฐานการดูแลระดับสากลที่สูงกว่าเซิร์ฟเวอร์ทั่วไป
Ransomware ส่งผลกระทบต่อองค์กรอย่างไร
การตกเป็นเหยื่อของการโจมตีทางไซเบอร์ด้วย Ransomware ไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายชั่วคราวเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบในวงกว้างซึ่งอาจทำลายความมั่นคงขององค์กรได้ในระยะยาวดังนี้
- ผลกระทบด้านการเงิน: องค์กรต้องแบกรับทั้งค่าไถ่ที่มีราคาสูง ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูระบบ และการสูญเสียรายได้จากการที่ธุรกิจต้องหยุดชะงักเป็นเวลานานจนกว่าจะกู้คืนข้อมูลได้สำเร็จ
- ความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์: การถูกโจมตีทางไซเบอร์ทำให้ลูกค้าและพันธมิตรสูญเสียความเชื่อมั่นในแบรนด์ ซึ่งส่งผลต่อความจงรักภักดีและอาจทำให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจในอนาคตอย่างประเมินค่าไม่ได้
- อุปสรรคด้านการดำเนินงาน: ระบบที่ถูกล็อกส่งผลให้การทำงานหยุดชะงักและประสิทธิภาพลดลง นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการถูกลงโทษทางกฎหมายหากไม่สามารถปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อบังคับของภาครัฐได้
- ความเสี่ยงจากการถูกข่มขู่ซ้ำ: ข้อมูลที่ถูกขโมยไปอาจถูกแฮกเกอร์นำมาใช้ข่มขู่เรียกค่าไถ่เพิ่มเติม หรือนำไปขายต่อในตลาดมืด สร้างความเสียหายต่อเนื่องให้กับเจ้าของข้อมูลและองค์กรในระยะยาว ๆ ต่อไปนั่นเอง
แนวทางการรับมือเมื่อถูกโจมตีด้วย Ransomware
เมื่อพบว่าระบบถูกโจมตีทางไซเบอร์ สิ่งสำคัญคือต้องตั้งสติและดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อยับยั้งความเสียหายไม่ให้ลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของเครือข่าย โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
- แยกส่วนข้อมูล: เมื่อตรวจพบการโจมตี ให้ตัดการเชื่อมต่อเครือข่ายของอุปกรณ์นั้น ๆ ทันที เช่น ถอดสาย LAN ปิด Wi-Fi หรือแยกเครื่องออกจากระบบหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้ Ransomware แพร่กระจายไปยังฐานข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ หรือระบบอื่น ๆ ภายในองค์กร
- ใช้โปรแกรมกำจัดมัลแวร์: หลังจากแยกเครื่องที่มีปัญหาออกมาแล้ว ให้ใช้ซอฟต์แวร์ Anti-malware ที่มีความน่าเชื่อถือสแกนเพื่อลบตัวโปรแกรม Ransomware ออกจากระบบให้หมด
- ถอดรหัสไฟล์หรือกู้คืนจากข้อมูลสำรอง: ตรวจสอบว่ามีเครื่องมือถอดรหัสจากหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หรือไม่ หากไม่สามารถถอดรหัสได้ ควรกู้คืนข้อมูลจากไฟล์สำรองล่าสุดที่ปลอดภัยและไม่ถูกมัลแวร์ปนเปื้อน
- แจ้งเหตุไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ควรรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับหน่วยงานกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ทราบ เพื่อช่วยตรวจสอบ เก็บหลักฐาน วิเคราะห์รูปแบบการโจมตี และวางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
- พิจารณาเรื่องการจ่ายค่าไถ่อย่างรอบคอบ: ไม่ควรรีบจ่ายเงินตามคำขู่ เพราะไม่มีการรับประกันว่าจะได้ข้อมูลคืน และการจ่ายเงินยังเป็นการสนับสนุนวงจรอาชญากรรมไซเบอร์ให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต
- ใช้บริการผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยรับมือและวางระบบป้องกัน: องค์กรควรมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ช่วยตรวจสอบสาเหตุของการโจมตี ประเมินความเสียหาย กู้คืนระบบ และวางมาตรการป้องกันในระยะยาว
หากคุณกำลังมองหาบริการความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ BMSP สามารถช่วยองค์กรบริหารจัดการความปลอดภัยแบบครบวงจร ตั้งแต่การเฝ้าระวังภัยคุกคาม ตรวจจับความผิดปกติ ดูแลระบบสำรองข้อมูล ไปจนถึงการวางโซลูชันด้าน Cybersecurity ที่เหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงจาก Ransomware และภัยคุกคามไซเบอร์ในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Antivirus ทั่วไปสามารถป้องกัน Ransomware ได้ทุกชนิดไหม?
ไม่สามารถป้องกันได้ทุกชนิด เนื่องจาก Ransomware รุ่นใหม่ ๆ มีการพัฒนาเทคนิคหลบเลี่ยงการตรวจจับอยู่เสมอ การใช้เพียง Antivirus ทั่วไปจึงไม่เพียงพอ ควรใช้ระบบ EDR หรือ MDR ร่วมด้วย
การสำรองข้อมูลไว้ใน Cloud เพียงพอสำหรับการป้องกัน Ransomware ไหม?
เพียงพอในระดับหนึ่งแต่ไม่ทั้งหมด หากระบบ Cloud เชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ติดเชื้อโดยตรง ข้อมูลสำรอง (Backup) อาจถูกเข้ารหัสไปด้วย ควรเลือกใช้ระบบสำรองข้อมูลแบบแยกส่วนที่อาชญากรไซเบอร์หรือแฮกเกอร์เข้าถึงได้ยาก
หลังจากกู้คืนข้อมูลเสร็จแล้ว ถือว่าระบบปลอดภัยแล้วใช่ไหม?
ยังไม่ถือว่าปลอดภัย 100% ต้องตรวจสอบหาช่องโหว่ต้นเหตุที่ทำให้ถูกโจมตีทางไซเบอร์ และกำจัดมัลแวร์ที่อาจแฝงตัวอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ออกให้หมดเพื่อป้องกันการกลับมาโจมตีซ้ำของกลุ่มเดิม ๆ ในภายหลัง
Ransomware ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ไม่ควรมองข้าม ป้องกันได้ด้วยบริการจาก BMSP
Ransomware คือภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่จ้องทำลายรากฐานของธุรกิจของคุณ การเข้าใจกลไกการทำงานและรู้วิธีป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์จึงเป็นเกราะคุ้มกันที่สำคัญที่สุด องค์กรควรให้ความสำคัญกับการติดตั้งเทคโนโลยีป้องกันด้านไอทีระดับสูง การสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ และการเสริมสร้างความตระหนักรู้ให้กับบุคลากร เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อย่างครบวงจร BMSP พร้อมส่งมอบ Cyber Security Services ตั้งแต่การทำ Pentest เพื่อหาช่องโหว่ ไปจนถึงการติดตั้งระบบ EDR, MDR และการดูแลผ่านบริการ CSOC ตลอด 24/7 ช่วยให้คุณอุ่นใจด้วยโซลูชันระดับมาตรฐานสากลและการจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบสนองทุกภัยคุกคามทางไซเบอร์
ติดต่อเพื่อสอบถาม ปรึกษา และติดตามได้ที่
- โทร. 02-055-6464
- LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/bmsptech
- Facebook: https://www.facebook.com/BMSPTECH
- Line OA: https://lin.ee/y04uROP
- Youtube: http://www.youtube.com/@BMSPTECH


