จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ AI เริ่มทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยปฏิบัติการโจมตีไซเบอร์?
AI กำลังเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือสำหรับสร้างเนื้อหาและช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ไปสู่ระบบที่สามารถรับเป้าหมาย ใช้เครื่องมือ อ่านผลลัพธ์ และดำเนินงานต่อเนื่องตามสิทธิ์ที่ได้รับ
ในบริบทของการโจมตีไซเบอร์ ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า AI สามารถเขียนโค้ดหรือสร้างข้อความ Phishing ได้ดีเพียงใด แต่อยู่ที่เมื่อ AI ถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบปฏิบัติการ เครื่องมือ และข้อมูล ผู้โจมตีสามารถมอบหมายงานบางส่วนให้ AI ดำเนินการต่อได้โดยไม่ต้องควบคุมทุกคำสั่งด้วยตนเอง
AI ไม่ได้เปลี่ยนหลักการพื้นฐานของการโจมตีทั้งหมด แต่สามารถลดเวลาที่ใช้กับงานซ้ำ ลดภาระในการอ่านและวิเคราะห์ผลลัพธ์ทีละขั้นตอน และช่วยให้กิจกรรมหลังการบุกรุกดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมากขึ้น สาระสำคัญจึงอยู่ที่ AI ช่วยลดทั้งเวลาและกำลังคนที่ผู้โจมตีต้องใช้ ตั้งแต่การสำรวจระบบ การค้นหาเส้นทางยกระดับสิทธิ์ ไปจนถึงการรักษาการเข้าถึงระบบเป้าหมาย
ในบทความนี้ BMSP จะพาไปทำความเข้าใจบทบาทของ Agentic AI ในปฏิบัติการโจมตีไซเบอร์ ผ่านกรณีศึกษาของ Hermes AI Agent พร้อมประเด็นที่หน่วยงานควรเร่งทบทวนตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 และ 6 สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้องค์กรรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้ไม่ทัน
Table of Contents
กรณี Hermes AI Agent: AI ถูกนำมาใช้ทำอะไร
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 The Hacker News และ BleepingComputer รายงานกรณีที่ผู้ปฏิบัติการนำ Hermes ซึ่งเป็น AI Agent แบบ Open-Source มาใช้สนับสนุนปฏิบัติการที่มุ่งเป้าไปยังระบบของหน่วยงานรัฐของไทย
ตามรายงาน ผู้ปฏิบัติการติดตั้ง Hermes บนเซิร์ฟเวอร์ภายนอกและเปิดใช้งานในโหมด YOLO หรือ Unattended Mode ซึ่งทำให้ Agent สามารถดำเนินคำสั่งและวิเคราะห์ผลลัพธ์ต่อไปได้ โดยไม่ต้องรอให้มนุษย์อนุมัติคำสั่งที่อาจมีความเสี่ยงทุกครั้ง
Hermes ไม่ได้ถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องมือโจมตี และเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากช่องโหว่ของตัว Hermes ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผู้ควบคุมนำ AI Agent ไปเชื่อมต่อกับเครื่องมือและข้อมูลสำหรับการโจมตี พร้อมเปิดโหมดที่ลดการตรวจสอบโดยมนุษย์ก่อนดำเนินคำสั่ง
ผู้ปฏิบัติการมีช่องทางเข้าสู่ระบบอยู่ก่อนแล้ว
หลักฐานที่รายงานเปิดเผยบ่งชี้ว่า ผู้ปฏิบัติการน่าจะเข้าถึงระบบบางส่วนอยู่ก่อนที่จะนำ Hermes มาใช้งาน โดยพบ Web Shell, Script ที่อ้างอิงระบบภายใน และข้อมูลบัญชีที่ฝังอยู่ใน Script สำหรับทดสอบระบบอีเมล
อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ปฏิบัติการได้รับ Initial Access หรือเข้าถึงระบบเป็นครั้งแรกด้วยวิธีใด และหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ออกมายืนยันรายละเอียดของเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ ณ วันที่รายงานเผยแพร่
Hermes ทำหน้าที่อะไรหลังการบุกรุก
หลังจากผู้ปฏิบัติการมีช่องทางเข้าถึงระบบแล้ว Hermes ถูกใช้ช่วยดำเนินกิจกรรมหลังการบุกรุก หรือ post-exploitation โดยงานสำคัญที่ปรากฏใน Log ประกอบด้วย
- ตรวจสอบระบบ Linux เพื่อค้นหาเส้นทางยกระดับสิทธิ์
- เรียกใช้เครื่องมือ LinPEAS และอ่านผลลัพธ์
- ค้นหาไฟล์และ Binary ที่มีสิทธิ์สูง
- สำรวจบริการและโครงสร้างระบบไฟล์
- ตรวจสอบ Container และระบบภายใน
- สำรวจ Web Directory แบบ Recursive
- อ่านผลลัพธ์และเลือกสิ่งที่จะตรวจสอบในลำดับถัดไป
Hermes จึงสามารถรับวัตถุประสงค์ ดำเนินการ อ่านผล วิเคราะห์ และทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากมนุษย์ทุกขั้นตอน
จากการสำรวจ Directory ดังกล่าว พบรายการไฟล์ประเภท PDF, DOC และ XLS ซึ่งรวมถึงเอกสารสำนักงาน แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน และไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรย้อนหลังถึงปี 2012
อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่เปิดเผยยืนยันเพียงว่า Agent สำรวจ Directory และจัดทำรายการไฟล์ ไม่ได้ยืนยันว่า Agent เปิดอ่านเนื้อหาภายในเอกสารทั้งหมด และไม่พบหลักฐานจากชุดข้อมูลที่ตรวจสอบว่าไฟล์ดังกล่าวถูกส่งออกจากเครือข่าย ทั้งนี้ การไม่พบหลักฐานไม่ได้หมายความว่าสามารถยืนยันได้ว่าไม่มีข้อมูลรั่วไหลเกิดขึ้น
AI ไม่ได้ดำเนินการโจมตีทั้งหมดด้วยตนเอง
เหตุการณ์นี้ไม่ควรถูกอธิบายว่า Hermes เป็นผู้เลือกหน่วยงานรัฐของไทยเป็นเป้าหมาย หรือเป็นผู้เจาะระบบตั้งแต่ต้นจนจบโดยอัตโนมัติ
ข้อมูลที่เปิดเผยไม่ได้แสดงว่า Hermes เป็นผู้ค้นพบช่องโหว่ใหม่ เป็นผู้ดำเนินการ Initial Access หรือเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเป้าหมายด้วยตนเอง
มนุษย์ยังคงทำหน้าที่ในส่วนที่ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับเป้าหมาย เช่น
- เลือกหน่วยงานและระบบเป้าหมาย
- เตรียมข้อมูลและเครื่องมือเฉพาะ
- จัดทำ Script และรายการ Credential
- กำหนดวัตถุประสงค์ให้ Agent
- ตัดสินใจในขั้นตอนสำคัญของปฏิบัติการ
ส่วน Hermes ทำหน้าที่เร่งงานที่มีลักษณะซ้ำและต่อเนื่อง เช่น การเรียกใช้เครื่องมือ อ่านผลลัพธ์ วิเคราะห์ว่าควรตรวจสอบสิ่งใดต่อ และดำเนินคำสั่งลำดับถัดไปโดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุมตลอดเวลา
สิ่งที่องค์กรควรเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้
สิ่งที่ทำให้กรณี Hermes มีความสำคัญไม่ใช่ความซับซ้อนของคำสั่งที่ Agent ใช้ เพราะคำสั่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือและเทคนิคที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการโจมตีสามารถใช้งานได้อยู่แล้ว
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องนั่งควบคุมทุกขั้นตอนอีกต่อไป
AI Agent สามารถช่วยทำงานซ้ำ อ่านผลการตรวจสอบ และดำเนินการต่อเนื่องได้ ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถลดเวลาที่ใช้ในการสำรวจระบบ วิเคราะห์ช่องทางยกระดับสิทธิ์ และค้นหาข้อมูลภายใน
เมื่อการทำงานของผู้โจมตีรวดเร็วขึ้น ช่วงเวลาที่องค์กรมีโอกาสตรวจพบและหยุดยั้งการโจมตีก็อาจสั้นลงตามไปด้วย โดยเฉพาะองค์กรที่ยังตรวจสอบ Log เป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรอให้ผู้ใช้งานแจ้งเหตุผิดปกติ
เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนว่า องค์กรไม่ควรพึ่งพาเพียง Firewall, VPN หรือการป้องกันบริเวณขอบเครือข่าย แต่ต้องสามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ ควบคุมสิทธิ์ จำกัดการเคลื่อนที่ภายในเครือข่าย และตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เนื้อหาในส่วนกรณีศึกษานำเสนอจากรายงานด้าน Threat Intelligence ของ The Hacker News และ BleepingComputer ไม่ใช่ผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการของหน่วยงานรัฐของไทย
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเร็วและรูปแบบการทำงาน
ในการโจมตีรูปแบบเดิม ผู้โจมตีต้องสั่งเครื่องมือ อ่านผลลัพธ์ วิเคราะห์ข้อมูล และตัดสินใจดำเนินการต่อด้วยตนเองเป็นระยะ
เมื่อมี AI Agent กระบวนการดังกล่าวสามารถเปลี่ยนจากการสั่งงานทีละคำสั่ง ไปสู่การมอบหมายงานในระดับเป้าหมาย เช่น
- ตรวจสอบว่าระบบมีโอกาสยกระดับสิทธิ์หรือไม่
- ค้นหาไฟล์ที่อาจมี Credential หรือข้อมูลสำคัญ
- สำรวจบริการที่สามารถเข้าถึงได้จากเครื่องปัจจุบัน
- อ่านผลการตรวจสอบและเสนอขั้นตอนถัดไป
- ดำเนินงานลักษณะเดียวกันกับระบบหรือไฟล์จำนวนมาก
- รวบรวมผลลัพธ์เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการนำไปตัดสินใจต่อ
AI ไม่ได้ทำให้ทุกขั้นตอนประสบความสำเร็จโดยอัตโนมัติ แต่ช่วยลดเวลาที่ใช้กับการอ่านผล การทำงานซ้ำ และการตัดสินใจระดับย่อย
ผลที่ตามมาคือช่วงเวลาที่องค์กรมีโอกาสตรวจพบและหยุดยั้งการโจมตีอาจแคบลง โดยเฉพาะองค์กรที่ยังตรวจสอบ Log เป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรอให้ผู้ใช้งานแจ้งเหตุผิดปกติ
AI สามารถเข้ามาช่วยผู้โจมตีในขั้นตอนใดได้บ้าง
ในภาพรวมของภัยคุกคาม AI Agent อาจถูกนำมาใช้สนับสนุนกิจกรรมหลายช่วงของวงจรการโจมตี ได้แก่
- สำรวจระบบและบริการที่เปิดสู่อินเทอร์เน็ต
- วิเคราะห์ระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์ และช่องโหว่
- ค้นหาบัญชี รหัสผ่าน Token หรือข้อมูลลับ
- วิเคราะห์เส้นทางการยกระดับสิทธิ์
- สำรวจความเป็นไปได้ในการเคลื่อนที่ไปยังระบบอื่น
- ช่วยสร้างหรือค้นหาช่องทางรักษาการเข้าถึงระบบ
- ค้นหาและจัดกลุ่มข้อมูลสำคัญ
- สนับสนุนการควบคุมระบบหรือเตรียมข้อมูลสำหรับส่งออก
ความสามารถเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสิทธิ์ เครื่องมือ ข้อมูล และคำสั่งที่ผู้ควบคุมมอบให้ AI ไม่ได้หมายความว่า AI สามารถข้ามมาตรการป้องกันทุกประเภทหรือดำเนินการได้โดยไม่มีข้อจำกัด
อย่างไรก็ตาม หากองค์กรมีการตั้งค่าที่ไม่รัดกุม ใช้บัญชีสิทธิ์สูงร่วมกัน เปิดให้ระบบภายในเข้าถึงกันกว้างเกินความจำเป็น หรือไม่มีการตรวจสอบพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง AI สามารถช่วยผู้โจมตีนำจุดอ่อนหลายจุดมาเชื่อมโยงเป็นเส้นทางการโจมตีได้รวดเร็วขึ้น
สิ่งที่หน่วยงานต้องเร่งดำเนินการตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562
การเปลี่ยนแปลงจาก Human-operated Attack ไปสู่ AI-assisted หรือ Agentic AI-enabled Attack ไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องรอให้มีข้อกำหนดใหม่ก่อนจึงจะเริ่มดำเนินการ
พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ได้กำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์อยู่แล้ว
เมื่อความเร็วของการโจมตีเพิ่มขึ้น หน่วยงานจึงควรเร่งตรวจสอบว่ามาตรการ แผนงาน ผู้รับผิดชอบ และกระบวนการแจ้งเหตุที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่
หน้าที่พื้นฐานของหน่วยงาน
มาตรา 44: ต้องมีมาตรฐาน การประเมินความเสี่ยง และแผนรับมือ
หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงาน CII ต้องจัดทำประมวลแนวทางปฏิบัติและกรอบมาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติ
ประมวลแนวทางปฏิบัติอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
- แผนตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้าน Cybersecurity อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
- แผนรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์
มาตรา 45: ต้องป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยง
หน่วยงานมีหน้าที่ดำเนินมาตรการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงตามประมวลแนวทางปฏิบัติและกรอบมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
หากหน่วยงานไม่สามารถดำเนินการได้ สำนักงานอาจให้ความช่วยเหลือด้านบุคลากรหรือเทคโนโลยีตามที่หน่วยงานร้องขอ
มาตรา 46: ต้องมีผู้ประสานงานระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ
หน่วยงานต้องแจ้งรายชื่อเจ้าหน้าที่ระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ เพื่อทำหน้าที่ประสานงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์กับสำนักงาน
ในทางปฏิบัติ ผู้ประสานงานดังกล่าวอาจเรียกว่า Cyber Focal Point แต่คำที่กฎหมายกำหนดโดยตรงคือเจ้าหน้าที่ประสานงานระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ
ดังนั้น การมีผู้ประสานงาน การประเมินความเสี่ยง และแผนรับมือเหตุการณ์ ไม่ใช่เพียงแนวปฏิบัติที่องค์กรเลือกทำ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมายด้วย
หน้าที่เพิ่มเติมสำหรับหน่วยงานที่ได้รับการกำหนดให้เป็น CII
การเป็นหน่วยงานในภาคส่วนสำคัญไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสรุปได้โดยอัตโนมัติว่าหน่วยงานนั้นมีสถานะเป็น CII การระบุหน่วยงาน CII ต้องดำเนินการตามกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
*หน่วยงาน CII ย่อมาจาก Critical Information Infrastructure หรือหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ
สำหรับหน่วยงานที่ได้รับการกำหนดให้เป็นหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ กฎหมายกำหนดหน้าที่เพิ่มเติม ได้แก่
มาตรา 54
ต้องจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงและการตรวจสอบด้าน Cybersecurity อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และส่งผลสรุปรายงานต่อสำนักงานภายใน 30 วันนับจากวันที่ดำเนินการแล้วเสร็จ
มาตรา 56
ต้องมีกลไกหรือขั้นตอนเฝ้าระวังภัยคุกคามและเหตุการณ์ด้าน Cybersecurity รวมถึงต้องเข้าร่วมการทดสอบสถานะความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามที่สำนักงานจัดขึ้น
มาตรา 57
เมื่อมีภัยคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบของหน่วยงาน CII ต้องรายงานต่อสำนักงานและหน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล พร้อมดำเนินการรับมือตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
ข้อกำหนดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การเตรียมพร้อมของหน่วยงาน CII ต้องครอบคลุมทั้งการประเมินความเสี่ยง การเฝ้าระวัง การทดสอบความพร้อม และการรายงานเหตุ ไม่ใช่พึ่งพาเพียงการติดตั้งเครื่องมือป้องกัน
หน้าที่เมื่อเกิดหรือคาดว่าจะเกิดภัยคุกคาม
มาตรา 58 กำหนดว่า เมื่อเกิดหรือคาดว่าจะเกิดภัยคุกคามต่อระบบสารสนเทศที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงาน CII หน่วยงานต้องดำเนินการโดยเร็ว ได้แก่
- ตรวจสอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง
- ประเมินว่ามีหรือคาดว่าจะมีภัยคุกคามเกิดขึ้นหรือไม่
- ดำเนินมาตรการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยง
- แจ้งสำนักงานและหน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
หากพบอุปสรรคในการป้องกัน รับมือ หรือลดความเสี่ยง หน่วยงานหรือบุคคลสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากสำนักงานได้
ข้อจำกัดด้านบุคลากร เทคโนโลยี หรืองบประมาณ จึงควรนำไปสู่การประสานขอรับความช่วยเหลือ ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้หน่วยงานไม่มีมาตรการ ไม่ดำเนินการตรวจสอบ หรือไม่รายงานเหตุการณ์
สิ่งที่ผู้บริหารของทุกองค์กรควรเริ่มตรวจสอบ
จากหน้าที่ดังกล่าว ผู้บริหารควรตรวจสอบว่าองค์กรมีองค์ประกอบต่อไปนี้ครบถ้วนและใช้งานได้จริงหรือไม่
- ผู้ประสานงานระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ
- รายการระบบสำคัญและเจ้าของระบบ
- การประเมินความเสี่ยงที่เป็นปัจจุบัน
- แผนรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์
- กระบวนการเฝ้าระวังและตรวจสอบเหตุผิดปกติ
- เกณฑ์สำหรับยกระดับและรายงานเหตุ
- ช่องทางติดต่อสำนักงาน หน่วยงานกำกับ และผู้ให้บริการ
- ขั้นตอนเก็บรักษาหลักฐาน
- ขั้นตอนแยกระบบ ควบคุมเหตุ และกู้คืนบริการ
- การซ้อมแผนที่มีผู้บริหารและเจ้าของภารกิจเข้าร่วม
การมีเอกสารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีผู้มีอำนาจตัดสินใจ ไม่มีผู้ตรวจสอบ Alert หรือไม่เคยทดสอบว่าแผนสามารถใช้ได้จริงเมื่อระบบหลักไม่พร้อมให้บริการ
BMSP สรุป 6 สาเหตุสมมติฐานเชิงโครงสร้างที่ทำให้องค์กรรับมือ Agentic AI ไม่ทัน
ข้อสรุปทั้ง 6 ประการต่อไปนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงป้องกันของ BMSP จากบทเรียนของเหตุการณ์และความเสี่ยงที่องค์กรทั่วไปควรทบทวน ไม่ใช่ข้อสรุปผลการสอบสวนว่าหน่วยงานซึ่งถูกกล่าวถึงในรายงานมีข้อบกพร่องครบทั้ง 6 ประการ
1. พึ่งพา Perimeter Security มากเกินไป
Firewall, VPN, WAF และระบบป้องกันบริเวณขอบเครือข่ายยังคงมีความสำคัญ แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้เชื่อว่าทุกระบบภายในเครือข่ายสามารถไว้วางใจได้
เมื่อผู้โจมตีผ่านแนวป้องกันชั้นแรก ไม่ว่าจะผ่านช่องโหว่ Credential ที่ถูกขโมย การตั้งค่าผิดพลาด หรือช่องทางจากผู้ให้บริการภายนอก เครือข่ายภายในที่ใช้แนวคิด Implicit Trust อาจเปิดโอกาสให้สำรวจระบบและเข้าถึงบริการอื่นได้อย่างรวดเร็ว
องค์กรควรนำหลัก Assume Breach มาใช้ บังคับใช้ MFA จำกัดสิทธิ์ตามความจำเป็น แบ่งเครือข่ายตามระดับความสำคัญ และตรวจสอบการเข้าถึงตามแนวทาง Zero Trust
2. การบริหาร Identity และ Privilege ไม่รัดกุม
Credential เพียงหนึ่งชุดอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายขนาดใหญ่ หากบัญชีนั้นมีสิทธิ์สูงเกินความจำเป็นหรือสามารถเข้าถึงระบบหลายประเภท
ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่
- ใช้บัญชี Administrator ร่วมกัน
- Service Account มีสิทธิ์สูงเกินหน้าที่
- บัญชีของพนักงานหรือผู้รับจ้างเดิมยังไม่ถูกยกเลิก
- รหัสผ่านหรือ API Key ถูกฝังอยู่ใน Script
- ใช้บัญชีเดียวกันกับระบบงาน ระบบสำรองข้อมูล และระบบบริหารจัดการ
- ไม่มี MFA สำหรับ Remote Access หรือ Cloud Administration
องค์กรควรแยกบัญชีใช้งานทั่วไปออกจากบัญชีผู้ดูแลระบบ ยกเลิก Shared Administrator Account หมุนเวียน Password และ Secret ใช้ Privileged Access Management ตามความเหมาะสม และตรวจสอบรับรองสิทธิ์เป็นระยะ
3. เครือข่ายภายในเข้าถึงกันได้กว้างเกินความจำเป็น
หาก User Network, Server, Database, Backup และ Management Network เชื่อมต่อกันโดยไม่มีข้อจำกัด เครื่องผู้ใช้งานหรือ Web Server เพียงหนึ่งเครื่องที่ถูกบุกรุกอาจกลายเป็นทางผ่านไปยังระบบสำคัญส่วนอื่น
องค์กรควรแยก Network Zone ตามหน้าที่ แยก Backup Network และ Management Network ออกจากระบบใช้งานทั่วไป จำกัด East-West Traffic ควบคุมการเชื่อมต่อระหว่าง Segment และไม่เปิด Management Interface สู่อินเทอร์เน็ตโดยตรง
4. การตรวจจับยังพึ่งพา IOC มากกว่าพฤติกรรม
IP Address, Domain และ File Hash สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว การตรวจจับโดยพึ่งพา IOC เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่พบเครื่องมือหรือโครงสร้างพื้นฐานชุดใหม่ แม้พฤติกรรมการโจมตีจะยังคงเหมือนเดิม
กรณี Hermes ยังแสดงให้เห็นว่า Endpoint อาจมองเห็นเพียงคำสั่ง Shell และเครื่องมือทั่วไป โดยไม่มีข้อมูลใน Command Line ที่ระบุชัดเจนว่าคำสั่งนั้นมาจากมนุษย์หรือ AI Agent
องค์กรจึงควรให้ความสำคัญกับการตรวจจับพฤติกรรม เช่น
- การสำรวจบัญชีหรือระบบจำนวนมากในเวลาสั้น
- การค้นหาไฟล์ Credential หรือ Secret
- ความพยายามยกระดับสิทธิ์
- การสร้าง Scheduled Task หรือ Cron Job
- การใช้ Remote Administration Tool ผิดจากรูปแบบปกติ
- การเชื่อมต่อจาก Web Server ไปยังระบบภายในที่ไม่ควรเกี่ยวข้องกัน
- การเคลื่อนที่ระหว่างเครื่อง
- การส่งข้อมูลจำนวนมากออกไปยังภายนอก
- การติดต่อ Command and Control เป็นระยะ
5. มี Log แต่ไม่มี Continuous Monitoring และ Incident Readiness
การมี Log ไม่ได้หมายความว่าองค์กรมีการเฝ้าระวัง หากไม่มีผู้ตรวจสอบ ไม่มี Alert ที่เหมาะสม ไม่มีผู้รับผิดชอบ และไม่มีขั้นตอน Escalation ที่ชัดเจน
เมื่อ AI สามารถช่วยดำเนินงานซ้ำและวิเคราะห์ผลได้อย่างรวดเร็ว Mean Time to Detect และ Mean Time to Respond ขององค์กรอาจยาวเกินกว่าจะหยุดยั้งการโจมตีหรือจำกัดความเสียหายได้ทัน
องค์กรควรกำหนดผู้รับผิดชอบ Alert มีช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉิน จัดทำ Incident Response Playbook และซ้อมแผนร่วมกับผู้บริหาร เจ้าของระบบ ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายสื่อสาร และผู้ให้บริการภายนอก
6. ผู้บริหารยังมอง Cybersecurity เป็นงานของฝ่าย IT
ความเสี่ยงด้าน Cybersecurity จำนวนมากไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยฝ่าย IT เพียงฝ่ายเดียว เพราะเกี่ยวข้องกับงบประมาณ การจัดซื้อ เจ้าของข้อมูล ผู้รับจ้าง ความต่อเนื่องของบริการ และการยอมรับความเสี่ยงในระดับองค์กร
หาก Cybersecurity ถูกจัดเป็นเพียงงานสนับสนุน องค์กรอาจขาดเจ้าภาพ ขาดอำนาจสั่งการ และไม่สามารถแก้ไขความเสี่ยงที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายได้
ผู้บริหารจึงควรบูรณาการ Cybersecurity เข้ากับ
- Enterprise Risk Management
- Business Continuity
- Internal Control
- Digital Governance
- Procurement Governance
- Accountability ของเจ้าของระบบ
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระบบ IT
เมื่อระบบของหน่วยงานถูกบุกรุก ผลกระทบอาจครอบคลุมถึง
- ระบบบริการประชาชนหรือบริการลูกค้าหยุดชะงัก
- ข้อมูลประชาชน ข้อมูลลูกค้า หรือข้อมูลภายในถูกเปิดเผย
- ระบบสำคัญถูกแก้ไข ทำลาย หรือใช้เป็นทางผ่าน
- เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ
- ความเชื่อมั่นต่อองค์กรลดลง
- ระบบขององค์กรถูกใช้เป็นฐานในการโจมตีหน่วยงานอื่น
- กระทบต่อภารกิจสำคัญหรือความมั่นคงของประเทศ
สำหรับหน่วยงาน CII ความเสียหายไม่ได้วัดจากจำนวนเครื่องที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาว่าบริการสำคัญสามารถดำเนินต่อได้หรือไม่ และประชาชนหรือหน่วยงานที่พึ่งพาบริการดังกล่าวได้รับผลกระทบเพียงใด
กฎหมายยังมีบทกำหนดความรับผิดในบางกรณี เช่น การไม่รายงานเหตุของหน่วยงาน CII โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ออกตามกฎหมายในสถานการณ์ภัยคุกคามระดับร้ายแรงหรือวิกฤติ
อย่างไรก็ตาม การถูกโจมตีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้หน่วยงานหรือผู้บริหารมีความรับผิดทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ การพิจารณาต้องอาศัยสถานะของหน่วยงาน หน้าที่ที่กฎหมายกำหนด คำสั่งที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการหรือการละเว้น และข้อเท็จจริงของแต่ละเหตุการณ์ จึงควรให้ฝ่ายกฎหมายประเมินเป็นรายกรณี
สาระสำคัญ
Agentic AI ไม่ได้ทำให้หลักการพื้นฐานของ Cybersecurity หมดความหมาย แต่ทำให้องค์กรที่มี Identity อ่อนแอ เครือข่ายแบบ Flat Network การตรวจจับที่ล่าช้า และการกำกับดูแลที่ไม่ชัดเจน มีเวลาตอบสนองน้อยลง
สิ่งที่ควรพิจารณาคือ หากผู้โจมตีเข้ามาแล้ว องค์กระตรวจพบได้เร็วเพียงใด จำกัดการเคลื่อนที่และความเสียหายได้หรือไม่ และกู้คืนบริการสำคัญได้ภายในเวลาเท่าใด
เป้าหมายไม่ใช่การรับประกันว่าองค์กรจะไม่มีวันถูกโจมตี แต่คือการทำให้องค์กรถูกเจาะได้ยาก ตรวจพบเหตุการณ์ได้เร็ว จำกัดวงความเสียหายได้ และฟื้นกลับมาดำเนินภารกิจได้อย่างมั่นคง
อ่านต่อ: เจาะลึกวิธีรับมือ Agentic AI: แผน 30-60-90 วันสำหรับองค์กรและหน่วยงาน CII
อ้างอิง

