Dark Web หรือเว็บมืด เป็นพื้นที่ดิจิทัลที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วไป ไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านเบราว์เซอร์ที่คุณใช้งานในชีวิตประจำวัน และมักเป็นแหล่งเคลื่อนไหวของอาชญากรทางไซเบอร์ หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ Dark Web จากข่าวการซื้อขายข้อมูลรั่วไหล หรือภัยคุกคามต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริง ระบบนี้ทำงานอย่างไร และเหตุใดจึงกลายเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายให้แก่ธุรกิจของคุณได้มากที่สุด
บทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จัก Dark Web พร้อมแนวทางรับมือเพื่อปกป้องระบบไอทีขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
Key Takeaways
- Dark Web คือพื้นที่ส่วนหนึ่งของอินเทอร์เน็ตที่ไม่ถูกจัดทำดัชนีโดย Search Engine ทั่วไป และต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะอย่าง TOR Browser ในการเข้าถึงเท่านั้น
- กลไกหลักของ Dark Web คือการเข้ารหัสข้อมูลหลายชั้นและการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายไร้ศูนย์กลาง (Decentralized Network) เพื่อเน้นการปกปิดตัวตน
- อาชญากรไซเบอร์ใช้พื้นที่นี้ในการซื้อขายข้อมูลรั่วไหลขององค์กร เช่น บัญชีผู้ใช้ ข้อมูลบัตรเครดิต หรือรหัสผ่าน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาข้อมูลรั่วไหล
ทำความรู้จัก Dark Web คืออะไร
Dark Web คือพื้นที่ส่วนหนึ่งของอินเทอร์เน็ตที่ถูกซ่อนอยู่ และไม่สามารถเข้าใช้งานได้ผ่านเบราว์เซอร์ทั่วไป เช่น Chrome หรือ Edge แต่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะอย่าง TOR Browser ในการเข้าถึง โดยที่อยู่ IP Address และตัวตนของผู้ใช้งานจะถูกปกปิดโดยเจตนา เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามจากหน่วยงาน ผู้ดูแลระบบ หรือบุคคลภายนอก โดย Dark Web มักถูกใช้งานโดยกลุ่มแฮกเกอร์ที่มักใช้ช่องโหว่ระบบคลาวด์ขโมยข้อมูลขององค์กรคุณไปประมูลขายให้กับผู้ที่เสนอราคาสูงสุด หรือใช้เป็นช่องทางปล่อยข้อมูลเหยื่อ
ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ธุรกิจของคุณจึงควรยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security Services) และหันมาใช้ระบบ Dark Web Monitoring ในการตรวจจับและเฝ้าระวังข้อมูลรั่วไหลเชิงรุก
- รู้ทันช่องโหว่ก่อนแฮกเกอร์จะเจอ ด้วยการจำลองเจาะระบบของคุณเอง อ่านต่อได้ที่นี่: Pentest คืออะไร
Dark Web มีหลักการทำงานอย่างไร
Dark Web ไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านเบราว์เซอร์ทั่วไปที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน แต่ทำงานอยู่บนเครือข่ายซ้อนทับที่ถูกสร้างขึ้นมาเฉพาะกลุ่ม โดยมีหลักการทำงานดังนี้:
- เข้าถึงผ่านซอฟต์แวร์เฉพาะ (The Onion Router – TOR): ผู้ใช้ต้องดาวน์โหลดเบราว์เซอร์พิเศษ เช่น Tor Browser เพื่อแปลงข้อมูลและเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่าย Dark Web ซึ่งใช้โดเมนเฉพาะตัวที่ลงท้ายด้วย .onion แทนที่จะเป็น .com หรือ .org เหมือนเว็บทั่วไป
- เข้ารหัสลับหลายชั้น (Multi-layered Encryption): ข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่ายจะถูกเข้ารหัสซ้อนกันเป็นชั้น ๆ คล้ายกับเปลือกหัวหอม (Onion) เพื่อปกปิดต้นทาง ปลายทาง และเนื้อหาภายในอย่างหนาแน่น
- ส่งต่อข้อมูลแบบสุ่ม (Randomized Routing): ข้อมูลจะไม่วิ่งตรงจากผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ แต่จะถูกส่งผ่านคอมพิวเตอร์อาสาสมัครในเครือข่าย (Nodes) อย่างน้อย 3 จุดแบบสุ่ม โดยแต่ละจุดจะลอกรหัสออกทีละชั้น ทำให้ไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องไหนรู้ทั้งต้นทางและปลายทางที่แท้จริง
ด้วยกลไกการปกปิดตัวตนที่สมบูรณ์แบบนี้เอง จึงทำให้ Dark Web กลายเป็นแหล่งกบดานยอดนิยมของกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ ในการสร้าง Marketplace เพื่อซื้อขายสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด อาวุธ ข้อมูลโจรกรรม รหัสผ่านองค์กร ไปจนถึงการเช่าเครื่องมือ Ransomware โดยมีสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ช่วยปกปิดเส้นทางการเงินซ้ำอีกชั้นหนึ่ง
- เมื่อถูก Ransomware โจมตี การมีระบบสำรองข้อมูลที่ปลอดภัยคือหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้องค์กรกู้คืนข้อมูลและกลับมาดำเนินงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการจ่ายค่าไถ่ อ่านต่อได้ที่: Backup Security
เปรียบเทียบ Surface Web vs. Deep Web vs. Dark Web ต่างกันอย่างไร
การทำความเข้าใจความต่างของเว็บทั้ง 3 ประเภทนี้ จะช่วยให้องค์กรของคุณสามารถประเมินความเสี่ยงและวางระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
ข้อเปรียบเทียบ | Surface Web | Deep Web | Dark Web |
การทำดัชนี (Indexing) * | มีการทำดัชนี (ค้นหาเจอได้ง่าย) ถูกจัดทำดัชนีโดย Search Engine เช่น Google | ไม่ถูกจัดทำดัชนีโดย Search Engine ทั่วไป หรือเข้าถึงไม่ได้โดยตรง | ไม่ถูกจัดทำดัชนี ละต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการเข้าถึง |
การเข้าถึง (Accessibility) | ใช้เว็บเบราว์เซอร์ทั่วไป | ใช้เว็บเบราว์เซอร์ทั่วไป แต่ต้องเข้าสู่ระบบ (Login) หรือมีลิงก์เฉพาะ | ต้องใช้ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมพิเศษเฉพาะทาง เช่น TOR Browser |
โดเมนที่พบทั่วไป (Common Domain) | .com, .org, .net, .gov | .com, .org, .net, .gov (แต่ต้องผ่านการยืนยันตัวตนเพิ่มเติม) | มักใช้โดเมน .onion |
เนื้อหาหลัก (Primary Content) | ข้อมูลทั่วไปที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ข่าวสาร อีคอมเมิร์ซ และโซเชียลมีเดีย | ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลที่ปลอดภัย และข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น บัญชีอีเมล ธนาคารออนไลน์ คลาวด์เก็บข้อมูล ประวัติการรักษาพยาบาล เครือข่ายภายในของบริษัท เป็นต้น | เว็บไซต์ที่ไม่ระบุตัวตน ตลาดมืด แพลตฟอร์มสำหรับผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) เว็บบอร์ด ไซต์สำหรับผู้เห็นต่างทางการเมือง และเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย |
ความถูกต้องตามกฎหมาย (Legality) | ถูกกฎหมาย | ถูกกฎหมาย และมีการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน | การเข้าถึงไม่ผิดกฎหมาย แต่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากอาจพบกิจกรรมหรือเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย |
ระดับความเสี่ยง (Risk Level) | ต่ำถึงปานกลาง ขึ้นอยู่กับเว็บไซต์และพฤติกรรมการใช้งาน | ต่ำ หากใช้งานผ่านระบบที่เชื่อถือได้ | สูง เนื่องจากมีความเสี่ยงด้าน Malware และกิจกรรมผิดกฎหมาย |
ขนาดโดยประมาณ (Estimated Size) | เป็นส่วนที่มีขนาดเล็กที่สุด เมื่อเทียบกับ Deep Web และข้อมูลทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ต | มีขนาดใหญ่ที่สุด เพราะรวมข้อมูลหลัง Login และฐานข้อมูลต่าง ๆ | เป็นส่วนย่อยขนาดเล็กมากของ Deep Web |
* การทำดัชนี (Indexing) คือ กระบวนการที่ระบบค้นหา (Search Engine เช่น Google) ส่งโปรแกรมอัตโนมัติออกไปสำรวจ ตรวจสอบ และเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลก จากนั้นจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาจัดหมวดหมู่และบันทึกไว้ในระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่
Dark Web ผิดกฎหมายหรือไม่
การเข้าถึง Dark Web ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายหากใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่สุจริต แต่กิจกรรมส่วนใหญ่ในนั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลบางประเทศอาจตรวจสอบและจับตาดูคุณทันทีที่เข้าใช้งาน
หากเข้าไปใน Dark Web จะเกิดอะไรขึ้น
หากเข้าไปใน Dark Web ผู้ใช้งานอาจพบเว็บไซต์หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ตลาดมืด ข้อมูลรั่วไหล มัลแวร์ (Malware) การหลอกลวง และเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่อุปกรณ์จะติดมัลแวร์ (Malware) ข้อมูลส่วนตัวถูกขโมย หรือถูกหลอกให้เปิดเผยข้อมูลสำคัญ
แม้การเข้าใช้งาน Dark Web เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมายในบางประเทศ แต่หากมีการเข้าถึง ดาวน์โหลด ซื้อขาย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลและบริการที่ผิดกฎหมาย ผู้ใช้งานอาจถูกตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายตามมาได้
ผลกระทบของ Dark Web ต่อธุรกิจของคุณมีอะไรบ้าง
การปล่อยให้ข้อมูลสำคัญขององค์กรหลุดรอดเข้าไปใน Dark Web ไม่เพียงแต่ทำให้ความลับของบริษัทถูกเปิดเผย แต่ยังนำมาซึ่งผลกระทบร้ายแรงและภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่สามารถสร้างความเสียหายต่อเม็ดเงินและอนาคตของธุรกิจคุณได้ ดังนี้
- เสี่ยงข้อมูลสำคัญรั่วไหล: เมื่อยูสเซอร์เนม รหัสผ่านพนักงาน หรือพิมพ์เขียวทางธุรกิจหลุดไปอยู่ในตลาดมืด แฮกเกอร์จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เจาะระบบภายในเพื่อขโมยฐานข้อมูลลูกค้า รายงานทางการเงิน ความลับทางการค้า นำไปสู่การสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันทันที
- โดน Ransomware: อาชญากรไซเบอร์ใช้ Dark Web เป็นแหล่งซื้อขายและเช่าชุดเครื่องมือสำเร็จรูป (Ransomware-as-a-Service) รวมถึงเครือข่าย Botnet เพื่อนำมาโจมตีล็อกรหัสไฟล์ข้อมูล จนธุรกิจต้องหยุดชะงัก สูญเสียรายได้ และอาจต้องยอมจ่ายเงินค่าไถ่
- ทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ: หากลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจทราบว่าข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาถูกนำไปขายบน Dark Web จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อองค์กรลดลงทันที แบรนด์เสียชื่อเสียง ขาดความน่าเชื่อถือ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
- ความเสี่ยงทางกฎหมาย: การที่ข้อมูลลูกค้ารั่วไหลไปปรากฏบนตลาดมืด ย่อมทำให้องค์กรมีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (เช่น PDPA ของไทย หรือ GDPR ของสากล) รวมถึงอาจโดนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ประสบภัยอีกด้วย
- ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีแบบต่อเนื่อง: ข้อมูลที่หลุดเข้าไปใน Dark Web มักถูกนำไปซื้อขายและส่งต่อกันในกลุ่มแฮกเกอร์เรื่อย ๆ ทำให้องค์กรของคุณกลายเป็นเป้าที่จะโดนเจาะระบบ ซุ่มฝัง Malware ขโมยข้อมูล หรือส่งอีเมลหลอกลวง (Phishing) มาเรื่อย ๆ
เพื่อป้องกันการถูกโจมตีระบบและฝัง Malware ขโมยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง องค์กรควรเฝ้าระวังด้วยระบบตรวจจับและตอบสนองภัยที่เครื่องปลายทางอย่าง EDR (Endpoint Detection and Response) ควบคู่กับการเก็บและวิเคราะห์ Log ผ่าน SIEM (Security Information and Event Management) เพื่อให้สามารถตรวจพบและสกัดกั้นภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที
Botnet บน Dark Web พร้อมแทรกแซงระบบของคุณได้ทุกเมื่อ ทำความเข้าใจการโจมตีรูปแบบนี้และวิธีรับมือ อ่านต่อ: DDoS (Distributed Denial of Service) คืออะไร
ข้อมูลที่ถูกซื้อขายใน Dark Web มีอะไรบ้าง
จากการตรวจสอบของนักวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ พบว่าข้อมูลขององค์กรและธุรกิจที่มักถูกนำมาประมูลซื้อขายกันในฟอรัมลับมีดังนี้
- ฐานข้อมูลผู้ใช้บริการและพาร์ทเนอร์: ประกอบด้วยชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล ซึ่งถูกนำไปใช้ต่อยอดในกระบวนการทำ Phishing หรือหลอกลวงผู้บริโภค
- ข้อมูลทางการเงินและบัญชีธนาคาร: ข้อมูลบัตรเครดิตของผู้ใช้งาน หรือรายละเอียดบัญชีเดินสะพัดของบริษัทที่แฮกเกอร์สามารถนำไปใช้ถอนเงินหรือทำธุรกรรมฉ้อโกง
- ซอร์สโค้ดและทรัพย์สินทางปัญญา: พิมพ์เขียวของผลิตภัณฑ์ สูตรลับทางการค้า หรือโค้ดโปรแกรมที่องค์กรพัฒนาขึ้น ซึ่งคู่แข่งหรือผู้ไม่หวังดีสามารถซื้อไปเพื่อก๊อบปี้หรือหาช่องโหว่โจมตีระบบ
- ข้อมูลการเข้าสู่ระบบเครือข่ายภายใน (Access Credentials): สิทธิ์การเข้าใช้งานระบบ VPN, บัญชีผู้ดูแลระบบ (Admin) หรือระบบ Cloud Computing ขององค์กร
Dark Web Monitoring คืออะไร สำคัญกับองค์กรอย่างไร
Dark Web Monitoring คือกระบวนการเฝ้าระวังตลาดมืดและฟอรัมลับของอาชญากรไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลสำคัญขององค์กร เช่น บัญชีผู้ใช้งานของพนักงาน อีเมล รหัสผ่าน ข้อมูลลูกค้า หรือข้อมูลภายใน ถูกนำไปเผยแพร่ ซื้อขาย หรือประกาศขายหรือไม่ ระบบนี้ช่วยให้องค์กรเห็นสัญญาณภัยคุกคามล่วงหน้าและสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วก่อนเกิดความเสียหายในวงกว้าง
Dark Web Monitoring มีหลักการทำงานอย่างไร
Dark Web Monitoring มีขั้นตอนหลักในการดำเนินงานที่สำคัญ 5 ขั้นตอนดังนี้
- สแกนและรวบรวมข้อมูลเชิงลึก: ระบบจะใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางสแกนฟอรัมลับและตลาดมืดในเครือข่าย Dark Web ตลอดเวลา โดยไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ใช้งาน
- วิเคราะห์และจับคู่ข้อมูลรั่วไหล: นำข้อมูลที่ตรวจพบมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลขององค์กร เช่น อีเมลพนักงาน หรือรหัสผ่าน เพื่อยืนยันความถูกต้องทันที
- แจ้งเตือนภัยคุกคามอัจฉริยะ: เมื่อพบเบาะแสข้อมูลรั่วไหล ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ดูแลระบบในองค์กรเพื่อให้พร้อมรับมือและแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
- จัดทำรายงานสรุปความเสี่ยง: ระบบจะวิเคราะห์ระดับความรุนแรง แหล่งที่มา พร้อมให้คำแนะนำในการแก้ไข เช่น การบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านเพื่อปิดรอยรั่ว
- เฝ้าระวังต่อเนื่องแบบ Real-time: ทำงานตรวจสอบและอัปเดตข้อมูลใหม่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ธุรกิจของคุณ ป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์ได้อย่างยั่งยืน
ไม่ต้องดูแลระบบไอทีเองทั้งหมด รู้จักผู้ช่วยบริหารจัดการระบบแบบครบวงจร อ่านต่อ: MSP (Managed Service Provider) คืออะไร
แนะนำ Dark Web Monitoring Tools ยอดนิยม มีอะไรบ้าง
สำหรับองค์กรที่กำลังมองหาโซลูชันในการปกป้องข้อมูล เครื่องมือยอดนิยม 5 อันดับแรกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมีดังนี้
- Threat Intelligence Platform (TIP): แพลตฟอร์มศูนย์กลางที่ใช้รวบรวม วิเคราะห์ และจัดการข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อเจาะลึกเทคนิคแฮกเกอร์เทรนด์ Malware และตรวจสอบการพูดคุยในฟอรัมลับเพื่อช่วยให้องค์กรตั้งรับภัยคุกคามได้ล่วงหน้า
- Mandiant Digital Threat Monitoring: ใช้ระบบ Machine Learning ตรวจจับข้อมูลรั่วไหลและภัยไซเบอร์ พร้อมระบบช่วยมอนิเตอร์ความปลอดภัยของบริษัทพาร์ทเนอร์ในเครือข่าย
- Brandefense: โซลูชันป้องกันความเสี่ยงทางดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถสแกนข้อมูลทั่วทั้งอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาเบาะแสการบุกรุกและวิธีการโจมตีระบบ
- LastPass: แพลตฟอร์มจัดการรหัสผ่านขององค์กรที่ช่วยสร้างและจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย พร้อมฟีเจอร์ตรวจจับบัญชีผู้ใช้งานที่เสี่ยงต่อการโดนแฮกและรายงานให้ผู้ดูแลระบบทราบ
- CloudSEK Platform: โซลูชัน No-Code สำหรับเฝ้าระวังภัยคุกคามภายนอกองค์กร มาพร้อมโมดูล xVigil, BeVigil และ SVigil เพื่อช่วยตรวจหาช่องโหว่ ติดตามข้อมูลรั่วไหล และลดความเสี่ยงบน External Attack Surface ขององค์กร
BMSP พร้อมส่งมอบบริการ MDR ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบครบวงจรที่ยืดหยุ่นด้วยรูปแบบการให้บริการแบบรายเดือน โดยเราได้ผสานเทคโนโลยี Threat Intelligence ระดับสากลอย่าง CloudSEK Managed by BMSP และระบบ Dark Web Monitoring เข้ากับศูนย์ CSOC เพื่อตรวจจับและแจ้งเตือนภัยคุกคามเชิงรุก ช่วยยกระดับการป้องกันข้อมูลรั่วไหลให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรในไทย เพื่อให้ธุรกิจของคุณดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
ตรวจสอบได้ไหมว่าข้อมูลขององค์กรถูกขายบน Dark Web?
ตรวจสอบได้โดยใช้เครื่องมือ Dark Web Monitoring หรือใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และจับคู่ข้อมูลขององค์กรกับฐานข้อมูลที่หลุดออกมาในตลาดมืดอย่างต่อเนื่อง
เราสามารถป้องกันไม่ให้ข้อมูลขององค์กรรั่วไหลไปยัง Dark Web ได้อย่างไร?
องค์กรต้องเน้นการป้องกันเชิงรุก โดยเริ่มจากการบังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายชั้น (MFA) เพื่อล็อกระบบอีกขั้น ควบคู่กับการอัปเดตซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอเพื่ออุดช่องโหว่ทางเทคนิค
นอกจากนี้ ต้องจัดอบรมสร้างความตระหนักรู้ให้พนักงานรู้ ไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อของภัย Phishing สุดท้ายควรติดตั้งเครื่องมือเฝ้าระวังภัยคุกคามภายนอก เพื่อช่วยตรวจจับและสกัดกั้นสัญญาณเตือนก่อนที่ข้อมูลสำคัญจะหลุดรอดออกไป
หากพบว่าข้อมูลองค์กรรั่วไหลไปอยู่ใน Dark Web แล้ว ต้องทำอย่างไรเป็นอันดับแรก?
สิ่งแรกที่ต้องทำคือการควบคุมความเสียหาย โดยเร่งเปลี่ยนรหัสผ่านและระงับสิทธิ์การเข้าถึงของบัญชีที่หลุดไปทันที จากนั้นให้ตัดการเชื่อมต่อหรือแยกส่วนระบบที่มีความเสี่ยงออกจากเครือข่ายหลัก เพื่อให้ทีมไอทีเข้าตรวจสอบและอุดรอยรั่วทางเทคนิคได้อย่างปลอดภัย
ขณะเดียวกันองค์กรต้องรีบแจ้งเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลไปยังหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ได้รับผลกระทบตามข้อกำหนดของกฎหมาย PDPA พร้อมทั้งมอนิเตอร์สถานการณ์ในตลาดมืดอย่างใกล้ชิดเพื่อตั้งรับการโจมตีซ้ำ
หากข้อมูลองค์กรรั่วไหลไปอยู่ใน Dark Web สามารถทำลายหรือลบข้อมูลเหล่านั้นทิ้งได้ไหม?
ไม่สามารถลบหรือทำลายทิ้งได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากระบบเป็นแบบไร้ศูนย์กลางและข้อมูลอาจถูกคัดลอกกระจายไปยังผู้ซื้อรายต่าง ๆ สิ่งที่ทำได้คือการเปลี่ยนรหัสผ่านและอุดช่องโหว่ของระบบทันที
บริการ Dark Web Monitoring สามารถเข้าไปกู้คืนเงินหรือข้อมูลที่ถูกขโมยกลับมาให้องค์กรได้ไหม?
ไม่สามารถกู้คืนทรัพย์สินหรือข้อมูลกลับมาได้ หน้าที่หลักคือการตรวจจับและแจ้งเตือนเพื่อให้องค์กรตั้งรับ ป้องกันการนำข้อมูลไปใช้โจมตีซ้ำ และช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ปิดช่องโหว่บน Dark Web ยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ กับ BMSP
เมื่อองค์กรมีข้อมูลภายในเพิ่มมากขึ้น หากจัดเก็บไม่เป็นระบบหรือควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงไม่เหมาะสม ข้อมูลสำคัญอาจรั่วไหลออกไปโดยไม่รู้ตัว และอาจถูกนำไปเผยแพร่หรือซื้อขายบน Dark Web ได้
BMSP พร้อมยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่ธุรกิจของคุณ ด้วยการผสานเทคโนโลยี Threat Intelligence และระบบ Dark Web Monitoring เข้ากับศูนย์เฝ้าระวังอย่าง CSOC ของเรา เพื่อการตรวจจับภัยคุกคามและป้องกันปัญหาข้อมูลรั่วไหลเชิงรุกที่ใช้งานได้จริงในประเทศไทย ช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างมั่นคงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องภัยเงียบจาก Dark Web อีกต่อไป
ติดต่อเพื่อสอบถาม ปรึกษา และติดตามได้ที่
- โทร. 02-055-6464
- LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/bmsptech
- Facebook: https://www.facebook.com/BMSPTECH
- Line OA: https://lin.ee/y04uROP
- Youtube: http://www.youtube.com/@BMSPTECH


