Zero Trust คือแนวคิดการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในระบบไอทีที่กำลังเข้ามาแทนที่แนวคิดความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบเดิม เพราะการพึ่งพาการป้องกันเพียงแค่ขอบเขตเครือข่ายภายนอกไม่สามารถยับยั้งภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนในทุกวันนี้ได้อีกต่อไป
การที่องค์กรของคุณเปิดรับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นและการใช้งานระบบคลาวด์ ส่งผลให้ช่องทางการโจมตีขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำงานของแนวคิด Zero Trust ตลอดจนองค์ประกอบหลักของระบบนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถวางรากฐานระบบไอทีได้อย่างแข็งแกร่ง ปลอดภัย และพร้อมรับมือกับทุกความเสี่ยงในอนาคต
Key Takeaways
- Zero Trust มุ่งเน้นการปฏิบัติตามหลักการไม่เชื่อใจผู้ใช้ อุปกรณ์ หรือระบบใด ๆ (Never Trust, Always Verify) และตั้งสมมติฐานว่าระบบไอทีขององค์กรคุณอาจถูกโจมตีอยู่เสมอ
- Zero Trust นำเครื่องมือขั้นสูง เช่น IAM (Identity & Access Management), WAF (Web Application Firewall) และระบบวิเคราะห์พฤติกรรม UEBA มาทำงานร่วมกันเพื่อปิดทุกช่องโหว่
- Zero Trust ครอบคลุมการบริหารจัดการตั้งแต่ระดับผู้ใช้งาน อุปกรณ์ แอปพลิเคชัน เครือข่าย ข้อมูล ไปจนถึงการใช้ระบบอัตโนมัติและการวิเคราะห์ประวัติเหตุการณ์ (Logs) อย่างมีประสิทธิภาพ
- Zero Trust ช่วยลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลและลดต้นทุนด้านไอทีในระยะยาว พร้อมทั้งช่วยให้ธุรกิจของคุณปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับสากลได้อย่างน่าเชื่อถือ
Zero Trust คืออะไร?
Zero Trust คือแนวคิดด้าน Cyber Security ที่ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญคือ การไม่เชื่อใจผู้ใช้อุปกรณ์ หรือระบบใด ๆ (Never Trust, Always Verify) และสมมติฐานว่าระบบอาจถูกโจมตีแล้วเสมอ (Assume Breach) ส่งผลให้ทุกการเข้าถึงระบบข้อมูลหรือแอปพลิเคชันขององค์กรคุณ ต้องผ่านการตรวจสอบสิทธิ์และยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวดทุกครั้ง เพื่อการปกป้องระบบไอทีของธุรกิจคุณ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
หลักการทำงานของ Zero Trust เป็นอย่างไร
เมื่อภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนมากขึ้น แนวคิด Zero Trust จึงกำหนดให้ทุกคำขอเข้าถึงต้องผ่านการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เชื่อถือผู้ใช้หรืออุปกรณ์ใดโดยอัตโนมัติ เพื่อควบคุมสิทธิ์และลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมีหลักการสำคัญ 3 ข้อ ดังนี้
- ยืนยันตัวตนอย่างชัดเจน (Explicit Verification): ทุกการขอเข้าถึงระบบเครือข่ายขององค์กรจะถูกประเมินข้อมูลอย่างละเอียดแบบเรียลไทม์ ทั้งข้อมูลประจำตัว ตำแหน่งที่ตั้ง และความปลอดภัยของอุปกรณ์ เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติและอนุญาตเฉพาะผู้ที่ถูกต้องเท่านั้น
- ให้สิทธิ์การเข้าถึงเท่าที่จำเป็น (Least Privileged Access): การกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้งานแต่ละรายเข้าถึงข้อมูลระบบไอทีได้เฉพาะส่วนที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานเท่านั้น ซึ่งช่วยลดความเสียหายและจำกัดวงความเสี่ยงหากเกิดกรณีที่บัญชีผู้ใช้ถูกโจมตี
- สมมติฐานว่าระบบถูกละเมิดไว้ก่อน (Assume Breach): ทำงานภายใต้แนวคิดที่ว่าการโจมตีทางไซเบอร์เกิดขึ้นได้เสมอ โดยประเมินว่าทุกระบบและอุปกรณ์ในธุรกิจของคุณอาจมีช่องโหว่ เพื่อเตรียมการตั้งรับและสกัดกั้นความเสียหายได้อย่างทันท่วงที
ประโยชน์ของ Zero Trust มีอะไรบ้าง
การเปลี่ยนมาใช้แนวคิด Zero Trust Security ช่วยปกป้องและยกระดับประสิทธิภาพระบบไอทีให้แก่องค์กรของคุณดังนี้
- รองรับการทำงานแบบไฮบริดอย่างปลอดภัย: ช่วยให้พนักงานในธุรกิจของคุณสามารถเข้าถึงข้อมูล (Access Data) และทำงานจากระยะไกลผ่าน User Device ได้อย่างปลอดภัยทุกที่ทุกเวลา
- ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีไซเบอร์: ช่วยป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบุพฤติกรรมที่เป็นอันตรายได้รวดเร็ว และจำกัดขอบเขตความเสียหายไม่ให้ขยายวงกว้าง
- เพิ่มเสถียรภาพและง่ายต่อการปฏิบัติตามข้อบังคับ: ปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานของพนักงานให้ราบรื่นด้วยระบบ SSO (Single Sign-On) และช่วยให้องค์กรของคุณปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยสากลได้อย่างน่าเชื่อถือ
- ลดต้นทุนด้านไอทีในระยะยาว: การรวมศูนย์ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยไซเบอร์ช่วยลดความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้องค์กรของคุณสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า
- ยืดหยุ่นต่อการปรับเปลี่ยนระบบ: ช่วยให้การโยกย้ายข้อมูลหรือแอปพลิเคชันไปสู่ระบบคลาวด์ (Cloud Computing) เป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่เกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยตลอดกระบวนการ
- สนับสนุนนโยบายใช้อุปกรณ์ส่วนตัว: สร้างความยืดหยุ่นและให้อิสระในการทำงานเพิ่มขึ้น ด้วยการรองรับแนวคิดการนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในระบบไอทีขององค์กรคุณ (BYOD) ได้อย่างปลอดภัย
เครื่องมือสำคัญสำหรับการนำ Zero Trust มาใช้ในองค์กร
การนำ Zero Trust มาใช้ให้เกิดผลจริง ต้องอาศัยเครื่องมือหลายประเภทที่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การยืนยันตัวตน การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง การตรวจสอบอุปกรณ์ ไปจนถึงการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อภัยคุกคาม โดยเครื่องมือสำคัญมีดังนี้
1. Identity & Access Management
IAM (Identity & Access Management) คือด่านแรกในการยืนยันความถูกต้องของผู้ใช้และอุปกรณ์ก่อนได้รับอนุญาตให้เข้าถึงระบบข้อมูล โดยใช้กลยุทธ์การตรวจสอบสิทธิ์หลายปัจจัย รวมถึงระบบลงชื่อเข้าใช้งานครั้งเดียวเพื่อความปลอดภัยสูงสุดและลดภาระการจำรหัสผ่าน ป้องกันปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลประจำตัว และทำให้การควบคุมการเข้าถึงตามบทบาทหน้าที่ภายในธุรกิจของคุณ
2. Endpoint Security
Endpoint Security ทำหน้าที่ปกป้องอุปกรณ์ที่ใช้งานเชื่อมต่อทั้งหมด เช่น แล็ปท็อป สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ป้องกันการโจมตีจากสิ่งแปลกปลอมอย่าง Ransomware หรือ Malware ผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ โดยมีระบบ EDR (Endpoint Detection and Response) คอยตรวจหาภัยคุกคามขั้นสูง ดำเนินการเข้ารหัสลับข้อมูล และอัปเดตสถานะความปลอดภัยเป็นประจำ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ในการดำเนินธุรกิจของคุณให้ปลอดภัย
3. Network & Web Protection
Network & Web Protection ดำเนินการโดยการแบ่ง Secment เครือข่ายออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวแนวขวางของภัยคุกคามไซเบอร์ หากเกิดการรั่วไหลจะสามารถควบคุมความเสียหายให้อยู่เฉพาะพื้นที่ได้
พร้อมติดตั้งระบบ WAF (Web Application Firewall) เพื่อคัดกรอง Traffic และป้องกันการโจมตีแอปพลิเคชันผ่านเว็บ ช่วยให้องค์กรสามารถใช้นโยบายความปลอดภัยที่ปรับให้เหมาะสมกับความสำคัญของข้อมูลในแต่ละพื้นที่ได้อย่างยืดหยุ่น
4. Data & Cloud Security
Data & Cloud Security มุ่งเน้นการใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวด ผ่านการเข้ารหัสลับข้อมูลแบบ End-to-end Encryption และมีกลยุทธ์ป้องกันข้อมูลสูญหาย เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมรองรับสถาปัตยกรรม Cloud Computing อย่างปลอดภัย ช่วยให้การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลบนคลาวด์ของธุรกิจเป็นไปตามข้อบังคับสากลและรักษาความไว้วางใจของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
5. SIEM & Security Operations
ระบบ SIEM (Security Information and Event Management) ทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์บันทึกเหตุการณ์ความปลอดภัยแบบเรียลไทม์จากทั่วทั้งระบบไอที ช่วยให้ทีมงานตรวจสอบสัญญานความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว
โดยทำงานร่วมกับระบบ SOAR (Security Orchestration, Automation, and Response) ในการตอบสนองต่อภัยคุกคามโดยอัตโนมัติ เพื่อยกระดับการทำงานภายใน CSOC (Cyber Security Operations Center) ให้สามารถแก้ไขปัญหาในเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. AI Analytics & Vulnerability Assessment
การผสานเทคโนโลยี AI Analytics เข้ากับ Threat Detection ช่วยตรวจจับความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ ผ่านระบบ UEBA (User and Entity Behavior Analytics) ที่คอยเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งานเพื่อระบุรูปแบบการโจมตีที่ซับซ้อน
นอกจากนี้องค์กรคุณควรประเมินช่องโหว่ด้วยการทำ Pentest (Penetration Testing) เพื่อระบุจุดอ่อนของระบบไอทีก่อนถูกนำไปใช้โจมตี ช่วยให้องค์กรแก้ไขความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที และเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่
7. Managed Security Services
องค์กรสามารถเลือกใช้บริการ Managed Security Services จากผู้ให้บริการ MSSP (Managed Security Service Provider) เพื่อช่วยดูแล บริหารจัดการ และเฝ้าระวังระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่องได้
สำหรับองค์กรที่ต้องการเน้นการตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อภัยคุกคาม สามารถเลือกใช้บริการ MDR (Managed Detection and Response) ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยคอยตรวจสอบเหตุการณ์และดำเนินการรับมือเมื่อพบความผิดปกติ โดยขอบเขตการให้บริการและการเฝ้าระวังตลอด 24/7 จะขึ้นอยู่กับแพ็กเกจของผู้ให้บริการ
บริการเหล่านี้ช่วยลดภาระของทีมไอทีภายใน เพิ่มความพร้อมในการรับมือภัยคุกคาม และช่วยให้องค์กรควบคุมต้นทุนด้าน Cyber Security ได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย
7 เสาหลักของสถาปัตยกรรม Zero Trust (7 Pillars of Zero Trust) มีอะไรบ้าง
การสร้างระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพตามแนวคิด Zero Trust จำเป็นต้องขับเคลื่อนผ่านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ 7 ประการ เพื่อให้ครอบคลุมทุกช่องทางและมิติของระบบไอทีอย่างสมบูรณ์แบบ มาดู Zero Trust Architecture ดังนี้
- User (ผู้ใช้งาน): มีการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานอย่างละเอียด ประเมินความเสี่ยง และติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลระบบไอทีให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละบุคคล พร้อมปกป้องทุกการโต้ตอบภายในเครือข่ายของธุรกิจคุณ
- Device (อุปกรณ์): ตรวจสอบสถานะและความปลอดภัยของอุปกรณ์ไอทีทุกชนิดก่อนอนุญาตให้เข้าถึงระบบ เช่น การอัปเดตแพตช์ (Patch) ความเสี่ยงจากมัลแวร์ (Malware) โดยจะนำชุดข้อมูลเหล่านี้มาประเมินร่วมกับทุกคำขอเข้าถึงแบบเรียลไทม์
- Application & Workload (แอปพลิเคชันและเวิร์กโหลด): มุ่งเน้นการปกป้องทุกองค์ประกอบของระบบงาน ตั้งแต่ตัวแอปพลิเคชันไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่มีระบบใดได้รับความเชื่อถือโดยอัตโนมัติ แม้ระบบนั้นจะทำงานอยู่ภายในเครือข่ายขององค์กรคุณก็ตาม
- Data (ข้อมูล): สร้างความโปร่งใสในการจัดเก็บข้อมูล พร้อมปกป้องข้อมูลสำคัญด้วยการเข้ารหัสลับแบบ End-to-end Encryption และกำหนดมาตรฐานรวมถึงสิทธิ์การเข้าใช้งาน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลทางธุรกิจของคุณถูกประมวลผลอย่างปลอดภัย
- Network & Environment (เครือข่ายและสภาพแวดล้อมทางไอที): ควบคุมและตัดแบ่งแยก Secment เครือข่ายทั้งในเชิงกายภาพและเชิงตรรกะ ด้วยนโยบายการควบคุมแบบละเอียด (Granular Access Control) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายภัยคุกคามในระบบไอที
- Automation & Orchestration (ระบบอัตโนมัติ): นำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยจัดการนโยบายความปลอดภัยและกระบวนการตอบสนองต่อภัยคุกคาม ช่วยลดเวลาการทำงานและปิดฉากความผิดพลาดที่อาจเกิดจากมนุษย์
- Visibility & Analytics (การมองเห็นและการวิเคราะห์): รวบรวมและวิเคราะ Logs รวมถึงพฤติกรรมการใช้งานจากทุกองค์ประกอบของระบบไอที เพื่อสร้างบริบทความปลอดภัยที่แม่นยำ ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีสามารถตรวจจับและตัดสินใจระงับภัยคุกคามได้ทันท่วงที
แนวทางการนำ Zero Trust มาปรับใช้งานในองค์กร
การปรับเปลี่ยนระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์สู่แนวคิด Zero Trust อาจมีความซับซ้อนในระยะแรก องค์กรของคุณจึงควรวางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดนสามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ในองค์กรได้ดังต่อไปนี้
- สร้างระบบยืนยันตัวตนที่รัดกุม: เริ่มต้นตรวจสอบความถูกต้องการเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลขององค์กรคุณ โดยเฉพาะส่วนที่ละเอียดอ่อน พร้อมระบุสัญญาณเตือนความผิดปกติแบบเรียลไทม์
- ควบคุมการเข้าถึงอุปกรณ์และเครือข่าย: ตรวจสอบอุปกรณ์ทั้งหมดให้เป็นไปตามนโยบายความปลอดภัย ทำการเข้ารหัสลับลิงก์การเชื่อมต่อ และตัดแบ่ง Secment เครือข่ายเพื่อจำกัดการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต
- ตรวจสอบการใช้งานแอปพลิเคชัน: ติดตามและควบคุมการใช้ซอฟต์แวร์นอกระบบที่พนักงานนำมาติดตั้งเอง เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์หลุดรอดเข้ามาในระบบไอทีของธุรกิจคุณ
- จัดชั้นความลับและกำหนดสิทธิ์ข้อมูล: จำแนกประเภทของข้อมูลในองค์กรคุณอย่างชัดเจน พร้อมเข้ารหัสลับข้อมูลที่สำคัญและกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้เฉพาะระดับระดับสูงเท่าที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานเท่านั้น
- เฝ้าระวังโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง: ประเมินและอัปเดตการตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์รวมถึงระบบเสมือน (Virtual Machine) อยู่เสมอ พร้อมติดตามมาตรวัดต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีตรวจพบพฤติกรรมน่าสงสัยได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างการใช้งาน Zero Trust ในธุรกิจต่าง ๆ
แนวคิด Zero Trust สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งานให้เหมาะสมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะทางขององค์กรคุณได้อย่างหลากหลาย ดังนี้
- ธุรกิจทางด้านการเงิน: เสริมสร้างเสถียรภาพระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์โดยใช้สิทธิ์เข้าถึงระดับสูงเท่าที่จำเป็น พร้อมตรวจสอบพฤติกรรมทั่วทั้งเครือข่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามอย่างรวดเร็ว
- ธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพ: ปกป้องระบบบันทึกข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) โดยการใช้ระบบตรวจสอบสิทธิ์หลายปัจจัย หรือ MFA และตัดแบ่ง Secment เครือข่ายเพื่อลดความเสี่ยงการรั่วไหลของข้อมูลคนไข้
- ธุรกิจด้านการค้าปลีก: ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและรักษาความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มรูปแบบอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ด้วยการตรวจสอบพฤติกรรมผู้ใช้งานตามนโยบายที่สอดคล้องกับบริบท
- ธุรกิจด้านภาครัฐ: ป้องกันการเข้าถึงข้อมูลลับของทางราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต ผ่านกระบวนการเข้ารหัสลับข้อมูลและมาตรการควบคุมตรวจสอบการเข้าถึงอย่างเข้มงวดสูงสุด
- ธุรกิจด้านการศึกษา: รักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบเครือข่ายจากระยะไกล พร้อมดูแลความปลอดภัยของอุปกรณ์ส่วนบุคคลและแอปพลิเคชันภายนอก เพื่อสนับสนุนระบบการเรียนรู้แบบดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Zero Trust ต่างจาก VPN อย่างไร?
ระบบ VPN จะเชื่อใจและให้สิทธิ์เข้าถึงเครือข่ายทั้งหมดทันทีหลังผ่านประตูด่านแรก ต่างจากแนวคิด Zero Trust ที่จะตรวจสอบสิทธิ์และพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ การเข้าถึงข้อมูลระบบไอที
Zero Trust ทำให้ขั้นตอนทำงานของพนักงานยุ่งยากและช้าลงหรือไม่?
ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เนื่องจากมีการผสานเทคโนโลยีระบบลงชื่อเข้าใช้งานครั้งเดียว หรือ SSO และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยตรวจสอบความปลอดภัยเบื้องหลัง จึงช่วยให้การทำงานของพนักงานลื่นไหลและปลอดภัยไปพร้อมกัน
ภัยคุกคามประเภทไหนที่ Zero Trust ป้องกันได้ดีที่สุด?
ป้องกันภัยคุกคามจากการโจมตีผ่านบัญชีผู้ใช้ที่ถูกขโมยข้อมูลประจำตัว การแฝงตัวเคลื่อนไหวแนวขวางของ Ransomware รวมถึงภัยคุกคามภายในองค์กรที่พยายามเข้าถึงข้อมูลระบบไอทีโดยไม่ได้รับอนุญาต
เริ่มต้นวาง Zero Trust ให้เหมาะกับองค์กร ปรึกษา BMSP
การนำ Zero Trust มาใช้เป็นการปรับแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรให้ครอบคลุมทั้งนโยบาย กระบวนการ และเทคโนโลยี โดยเริ่มจากการประเมินระบบสำคัญ ผู้ใช้ อุปกรณ์ และรูปแบบการเข้าถึง ก่อนวาง Roadmap การดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอน
โดยการวาง Zero Trust อย่างเหมาะสมจะช่วยให้องค์กรควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงได้รัดกุม ลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำกัดผลกระทบจากภัยคุกคาม เช่น Ransomware และ Malware พร้อมเสริมความพร้อมด้าน Cyber Security เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
BMSP พร้อมด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านไอที พร้อมให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ตามแนวคิด Zero Trust ตั้งแต่การทำ Pentest (Penetration Testing) ไปจนถึงการดูแลผ่านศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยไซเบอร์ หรือ CSOC (Cyber Security Operations Center) ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ธุรกิจของคุณปลอดภัยสูงสุดในทุกขั้นตอน
ติดต่อเพื่อสอบถาม ปรึกษา และติดตามได้ที่
- โทร. 02-055-6464
- LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/bmsptech
- Facebook: https://www.facebook.com/BMSPTECH
- Line OA: https://lin.ee/y04uROP
- Youtube: http://www.youtube.com/@BMSPTECH


