Zero Trust คืออะไร ทำงานอย่างไร พร้อมแนวทางปรับใช้ในองค์กร

Zero trust

Zero Trust คือแนวคิดการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในระบบไอทีที่กำลังเข้ามาแทนที่แนวคิดความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบเดิม เพราะการพึ่งพาการป้องกันเพียงแค่ขอบเขตเครือข่ายภายนอกไม่สามารถยับยั้งภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนในทุกวันนี้ได้อีกต่อไป

การที่องค์กรของคุณเปิดรับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นและการใช้งานระบบคลาวด์ ส่งผลให้ช่องทางการโจมตีขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำงานของแนวคิด Zero Trust ตลอดจนองค์ประกอบหลักของระบบนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถวางรากฐานระบบไอทีได้อย่างแข็งแกร่ง ปลอดภัย และพร้อมรับมือกับทุกความเสี่ยงในอนาคต

Key Takeaways

  • Zero Trust มุ่งเน้นการปฏิบัติตามหลักการไม่เชื่อใจผู้ใช้ อุปกรณ์ หรือระบบใด ๆ (Never Trust, Always Verify) และตั้งสมมติฐานว่าระบบไอทีขององค์กรคุณอาจถูกโจมตีอยู่เสมอ
  • Zero Trust นำเครื่องมือขั้นสูง เช่น IAM (Identity & Access Management), WAF (Web Application Firewall) และระบบวิเคราะห์พฤติกรรม UEBA มาทำงานร่วมกันเพื่อปิดทุกช่องโหว่
  • Zero Trust ครอบคลุมการบริหารจัดการตั้งแต่ระดับผู้ใช้งาน อุปกรณ์ แอปพลิเคชัน เครือข่าย ข้อมูล ไปจนถึงการใช้ระบบอัตโนมัติและการวิเคราะห์ประวัติเหตุการณ์ (Logs) อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Zero Trust ช่วยลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลและลดต้นทุนด้านไอทีในระยะยาว พร้อมทั้งช่วยให้ธุรกิจของคุณปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับสากลได้อย่างน่าเชื่อถือ
สารบัญบทความ

Zero Trust คืออะไร?

what is zero trust security

Zero Trust คือแนวคิดด้าน Cyber Security ที่ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญคือ การไม่เชื่อใจผู้ใช้อุปกรณ์ หรือระบบใด ๆ (Never Trust, Always Verify) และสมมติฐานว่าระบบอาจถูกโจมตีแล้วเสมอ (Assume Breach) ส่งผลให้ทุกการเข้าถึงระบบข้อมูลหรือแอปพลิเคชันขององค์กรคุณ ต้องผ่านการตรวจสอบสิทธิ์และยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวดทุกครั้ง เพื่อการปกป้องระบบไอทีของธุรกิจคุณ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

หลักการทำงานของ Zero Trust เป็นอย่างไร

เมื่อภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนมากขึ้น แนวคิด Zero Trust จึงกำหนดให้ทุกคำขอเข้าถึงต้องผ่านการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เชื่อถือผู้ใช้หรืออุปกรณ์ใดโดยอัตโนมัติ เพื่อควบคุมสิทธิ์และลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมีหลักการสำคัญ 3 ข้อ ดังนี้

  • ยืนยันตัวตนอย่างชัดเจน (Explicit Verification): ทุกการขอเข้าถึงระบบเครือข่ายขององค์กรจะถูกประเมินข้อมูลอย่างละเอียดแบบเรียลไทม์ ทั้งข้อมูลประจำตัว ตำแหน่งที่ตั้ง และความปลอดภัยของอุปกรณ์ เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติและอนุญาตเฉพาะผู้ที่ถูกต้องเท่านั้น
  • ให้สิทธิ์การเข้าถึงเท่าที่จำเป็น (Least Privileged Access): การกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้งานแต่ละรายเข้าถึงข้อมูลระบบไอทีได้เฉพาะส่วนที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานเท่านั้น ซึ่งช่วยลดความเสียหายและจำกัดวงความเสี่ยงหากเกิดกรณีที่บัญชีผู้ใช้ถูกโจมตี
  • สมมติฐานว่าระบบถูกละเมิดไว้ก่อน (Assume Breach): ทำงานภายใต้แนวคิดที่ว่าการโจมตีทางไซเบอร์เกิดขึ้นได้เสมอ โดยประเมินว่าทุกระบบและอุปกรณ์ในธุรกิจของคุณอาจมีช่องโหว่ เพื่อเตรียมการตั้งรับและสกัดกั้นความเสียหายได้อย่างทันท่วงที

ประโยชน์ของ Zero Trust มีอะไรบ้าง

การเปลี่ยนมาใช้แนวคิด Zero Trust Security ช่วยปกป้องและยกระดับประสิทธิภาพระบบไอทีให้แก่องค์กรของคุณดังนี้

  • รองรับการทำงานแบบไฮบริดอย่างปลอดภัย: ช่วยให้พนักงานในธุรกิจของคุณสามารถเข้าถึงข้อมูล (Access Data) และทำงานจากระยะไกลผ่าน User Device ได้อย่างปลอดภัยทุกที่ทุกเวลา
  • ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีไซเบอร์: ช่วยป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบุพฤติกรรมที่เป็นอันตรายได้รวดเร็ว และจำกัดขอบเขตความเสียหายไม่ให้ขยายวงกว้าง
  • เพิ่มเสถียรภาพและง่ายต่อการปฏิบัติตามข้อบังคับ: ปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานของพนักงานให้ราบรื่นด้วยระบบ SSO (Single Sign-On) และช่วยให้องค์กรของคุณปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยสากลได้อย่างน่าเชื่อถือ
  • ลดต้นทุนด้านไอทีในระยะยาว: การรวมศูนย์ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยไซเบอร์ช่วยลดความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้องค์กรของคุณสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า
  • ยืดหยุ่นต่อการปรับเปลี่ยนระบบ: ช่วยให้การโยกย้ายข้อมูลหรือแอปพลิเคชันไปสู่ระบบคลาวด์ (Cloud Computing) เป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่เกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยตลอดกระบวนการ
  • สนับสนุนนโยบายใช้อุปกรณ์ส่วนตัว: สร้างความยืดหยุ่นและให้อิสระในการทำงานเพิ่มขึ้น ด้วยการรองรับแนวคิดการนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในระบบไอทีขององค์กรคุณ (BYOD) ได้อย่างปลอดภัย

เครื่องมือสำคัญสำหรับการนำ Zero Trust มาใช้ในองค์กร

zero trust network access

การนำ Zero Trust มาใช้ให้เกิดผลจริง ต้องอาศัยเครื่องมือหลายประเภทที่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การยืนยันตัวตน การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง การตรวจสอบอุปกรณ์ ไปจนถึงการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อภัยคุกคาม โดยเครื่องมือสำคัญมีดังนี้

1. Identity & Access Management

IAM (Identity & Access Management) คือด่านแรกในการยืนยันความถูกต้องของผู้ใช้และอุปกรณ์ก่อนได้รับอนุญาตให้เข้าถึงระบบข้อมูล โดยใช้กลยุทธ์การตรวจสอบสิทธิ์หลายปัจจัย รวมถึงระบบลงชื่อเข้าใช้งานครั้งเดียวเพื่อความปลอดภัยสูงสุดและลดภาระการจำรหัสผ่าน ป้องกันปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลประจำตัว และทำให้การควบคุมการเข้าถึงตามบทบาทหน้าที่ภายในธุรกิจของคุณ

2. Endpoint Security

Endpoint Security ทำหน้าที่ปกป้องอุปกรณ์ที่ใช้งานเชื่อมต่อทั้งหมด เช่น แล็ปท็อป สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ป้องกันการโจมตีจากสิ่งแปลกปลอมอย่าง Ransomware หรือ Malware ผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ โดยมีระบบ EDR (Endpoint Detection and Response) คอยตรวจหาภัยคุกคามขั้นสูง ดำเนินการเข้ารหัสลับข้อมูล และอัปเดตสถานะความปลอดภัยเป็นประจำ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ในการดำเนินธุรกิจของคุณให้ปลอดภัย

3. Network & Web Protection

Network & Web Protection ดำเนินการโดยการแบ่ง Secment เครือข่ายออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวแนวขวางของภัยคุกคามไซเบอร์ หากเกิดการรั่วไหลจะสามารถควบคุมความเสียหายให้อยู่เฉพาะพื้นที่ได้

พร้อมติดตั้งระบบ WAF (Web Application Firewall) เพื่อคัดกรอง Traffic และป้องกันการโจมตีแอปพลิเคชันผ่านเว็บ ช่วยให้องค์กรสามารถใช้นโยบายความปลอดภัยที่ปรับให้เหมาะสมกับความสำคัญของข้อมูลในแต่ละพื้นที่ได้อย่างยืดหยุ่น

4. Data & Cloud Security

Data & Cloud Security มุ่งเน้นการใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวด ผ่านการเข้ารหัสลับข้อมูลแบบ End-to-end Encryption และมีกลยุทธ์ป้องกันข้อมูลสูญหาย เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมรองรับสถาปัตยกรรม Cloud Computing อย่างปลอดภัย ช่วยให้การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลบนคลาวด์ของธุรกิจเป็นไปตามข้อบังคับสากลและรักษาความไว้วางใจของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

5. SIEM & Security Operations

ระบบ SIEM (Security Information and Event Management) ทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์บันทึกเหตุการณ์ความปลอดภัยแบบเรียลไทม์จากทั่วทั้งระบบไอที ช่วยให้ทีมงานตรวจสอบสัญญานความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว

โดยทำงานร่วมกับระบบ SOAR (Security Orchestration, Automation, and Response) ในการตอบสนองต่อภัยคุกคามโดยอัตโนมัติ เพื่อยกระดับการทำงานภายใน CSOC (Cyber Security Operations Center) ให้สามารถแก้ไขปัญหาในเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. AI Analytics & Vulnerability Assessment

การผสานเทคโนโลยี AI Analytics เข้ากับ Threat Detection ช่วยตรวจจับความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ ผ่านระบบ UEBA (User and Entity Behavior Analytics) ที่คอยเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งานเพื่อระบุรูปแบบการโจมตีที่ซับซ้อน

นอกจากนี้องค์กรคุณควรประเมินช่องโหว่ด้วยการทำ Pentest (Penetration Testing) เพื่อระบุจุดอ่อนของระบบไอทีก่อนถูกนำไปใช้โจมตี ช่วยให้องค์กรแก้ไขความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที และเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่

7. Managed Security Services

องค์กรสามารถเลือกใช้บริการ Managed Security Services จากผู้ให้บริการ MSSP (Managed Security Service Provider) เพื่อช่วยดูแล บริหารจัดการ และเฝ้าระวังระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่องได้

สำหรับองค์กรที่ต้องการเน้นการตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อภัยคุกคาม สามารถเลือกใช้บริการ MDR (Managed Detection and Response) ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยคอยตรวจสอบเหตุการณ์และดำเนินการรับมือเมื่อพบความผิดปกติ โดยขอบเขตการให้บริการและการเฝ้าระวังตลอด 24/7 จะขึ้นอยู่กับแพ็กเกจของผู้ให้บริการ

บริการเหล่านี้ช่วยลดภาระของทีมไอทีภายใน เพิ่มความพร้อมในการรับมือภัยคุกคาม และช่วยให้องค์กรควบคุมต้นทุนด้าน Cyber Security ได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

7 เสาหลักของสถาปัตยกรรม Zero Trust (7 Pillars of Zero Trust) มีอะไรบ้าง

zero trust architecture คือ

การสร้างระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพตามแนวคิด Zero Trust จำเป็นต้องขับเคลื่อนผ่านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ 7 ประการ เพื่อให้ครอบคลุมทุกช่องทางและมิติของระบบไอทีอย่างสมบูรณ์แบบ มาดู Zero Trust Architecture ดังนี้

  1. User (ผู้ใช้งาน): มีการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานอย่างละเอียด ประเมินความเสี่ยง และติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลระบบไอทีให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละบุคคล พร้อมปกป้องทุกการโต้ตอบภายในเครือข่ายของธุรกิจคุณ
  2. Device (อุปกรณ์): ตรวจสอบสถานะและความปลอดภัยของอุปกรณ์ไอทีทุกชนิดก่อนอนุญาตให้เข้าถึงระบบ เช่น การอัปเดตแพตช์ (Patch) ความเสี่ยงจากมัลแวร์ (Malware) โดยจะนำชุดข้อมูลเหล่านี้มาประเมินร่วมกับทุกคำขอเข้าถึงแบบเรียลไทม์
  3. Application & Workload (แอปพลิเคชันและเวิร์กโหลด): มุ่งเน้นการปกป้องทุกองค์ประกอบของระบบงาน ตั้งแต่ตัวแอปพลิเคชันไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่มีระบบใดได้รับความเชื่อถือโดยอัตโนมัติ แม้ระบบนั้นจะทำงานอยู่ภายในเครือข่ายขององค์กรคุณก็ตาม
  4. Data (ข้อมูล): สร้างความโปร่งใสในการจัดเก็บข้อมูล พร้อมปกป้องข้อมูลสำคัญด้วยการเข้ารหัสลับแบบ End-to-end Encryption และกำหนดมาตรฐานรวมถึงสิทธิ์การเข้าใช้งาน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลทางธุรกิจของคุณถูกประมวลผลอย่างปลอดภัย
  5. Network & Environment (เครือข่ายและสภาพแวดล้อมทางไอที): ควบคุมและตัดแบ่งแยก Secment เครือข่ายทั้งในเชิงกายภาพและเชิงตรรกะ ด้วยนโยบายการควบคุมแบบละเอียด (Granular Access Control) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายภัยคุกคามในระบบไอที
  6. Automation & Orchestration (ระบบอัตโนมัติ): นำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยจัดการนโยบายความปลอดภัยและกระบวนการตอบสนองต่อภัยคุกคาม ช่วยลดเวลาการทำงานและปิดฉากความผิดพลาดที่อาจเกิดจากมนุษย์
  7. Visibility & Analytics (การมองเห็นและการวิเคราะห์): รวบรวมและวิเคราะ Logs รวมถึงพฤติกรรมการใช้งานจากทุกองค์ประกอบของระบบไอที เพื่อสร้างบริบทความปลอดภัยที่แม่นยำ ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีสามารถตรวจจับและตัดสินใจระงับภัยคุกคามได้ทันท่วงที

แนวทางการนำ Zero Trust มาปรับใช้งานในองค์กร

การปรับเปลี่ยนระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์สู่แนวคิด Zero Trust อาจมีความซับซ้อนในระยะแรก องค์กรของคุณจึงควรวางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดนสามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ในองค์กรได้ดังต่อไปนี้

  • สร้างระบบยืนยันตัวตนที่รัดกุม: เริ่มต้นตรวจสอบความถูกต้องการเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลขององค์กรคุณ โดยเฉพาะส่วนที่ละเอียดอ่อน พร้อมระบุสัญญาณเตือนความผิดปกติแบบเรียลไทม์
  • ควบคุมการเข้าถึงอุปกรณ์และเครือข่าย: ตรวจสอบอุปกรณ์ทั้งหมดให้เป็นไปตามนโยบายความปลอดภัย ทำการเข้ารหัสลับลิงก์การเชื่อมต่อ และตัดแบ่ง Secment เครือข่ายเพื่อจำกัดการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • ตรวจสอบการใช้งานแอปพลิเคชัน: ติดตามและควบคุมการใช้ซอฟต์แวร์นอกระบบที่พนักงานนำมาติดตั้งเอง เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์หลุดรอดเข้ามาในระบบไอทีของธุรกิจคุณ
  • จัดชั้นความลับและกำหนดสิทธิ์ข้อมูล: จำแนกประเภทของข้อมูลในองค์กรคุณอย่างชัดเจน พร้อมเข้ารหัสลับข้อมูลที่สำคัญและกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้เฉพาะระดับระดับสูงเท่าที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานเท่านั้น
  • เฝ้าระวังโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง: ประเมินและอัปเดตการตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์รวมถึงระบบเสมือน (Virtual Machine) อยู่เสมอ พร้อมติดตามมาตรวัดต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีตรวจพบพฤติกรรมน่าสงสัยได้อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างการใช้งาน Zero Trust ในธุรกิจต่าง ๆ

แนวคิด Zero Trust สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งานให้เหมาะสมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะทางขององค์กรคุณได้อย่างหลากหลาย ดังนี้

  • ธุรกิจทางด้านการเงิน: เสริมสร้างเสถียรภาพระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์โดยใช้สิทธิ์เข้าถึงระดับสูงเท่าที่จำเป็น พร้อมตรวจสอบพฤติกรรมทั่วทั้งเครือข่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามอย่างรวดเร็ว
  • ธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพ: ปกป้องระบบบันทึกข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) โดยการใช้ระบบตรวจสอบสิทธิ์หลายปัจจัย หรือ MFA และตัดแบ่ง Secment เครือข่ายเพื่อลดความเสี่ยงการรั่วไหลของข้อมูลคนไข้
  • ธุรกิจด้านการค้าปลีก: ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและรักษาความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มรูปแบบอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ด้วยการตรวจสอบพฤติกรรมผู้ใช้งานตามนโยบายที่สอดคล้องกับบริบท
  • ธุรกิจด้านภาครัฐ: ป้องกันการเข้าถึงข้อมูลลับของทางราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต ผ่านกระบวนการเข้ารหัสลับข้อมูลและมาตรการควบคุมตรวจสอบการเข้าถึงอย่างเข้มงวดสูงสุด
  • ธุรกิจด้านการศึกษา: รักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบเครือข่ายจากระยะไกล พร้อมดูแลความปลอดภัยของอุปกรณ์ส่วนบุคคลและแอปพลิเคชันภายนอก เพื่อสนับสนุนระบบการเรียนรู้แบบดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Zero Trust ต่างจาก VPN อย่างไร?

ระบบ VPN จะเชื่อใจและให้สิทธิ์เข้าถึงเครือข่ายทั้งหมดทันทีหลังผ่านประตูด่านแรก ต่างจากแนวคิด Zero Trust ที่จะตรวจสอบสิทธิ์และพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ การเข้าถึงข้อมูลระบบไอที

Zero Trust ทำให้ขั้นตอนทำงานของพนักงานยุ่งยากและช้าลงหรือไม่?

ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เนื่องจากมีการผสานเทคโนโลยีระบบลงชื่อเข้าใช้งานครั้งเดียว หรือ SSO และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยตรวจสอบความปลอดภัยเบื้องหลัง จึงช่วยให้การทำงานของพนักงานลื่นไหลและปลอดภัยไปพร้อมกัน

ภัยคุกคามประเภทไหนที่ Zero Trust ป้องกันได้ดีที่สุด?

ป้องกันภัยคุกคามจากการโจมตีผ่านบัญชีผู้ใช้ที่ถูกขโมยข้อมูลประจำตัว การแฝงตัวเคลื่อนไหวแนวขวางของ Ransomware รวมถึงภัยคุกคามภายในองค์กรที่พยายามเข้าถึงข้อมูลระบบไอทีโดยไม่ได้รับอนุญาต

เริ่มต้นวาง Zero Trust ให้เหมาะกับองค์กร ปรึกษา BMSP

การนำ Zero Trust มาใช้เป็นการปรับแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรให้ครอบคลุมทั้งนโยบาย กระบวนการ และเทคโนโลยี โดยเริ่มจากการประเมินระบบสำคัญ ผู้ใช้ อุปกรณ์ และรูปแบบการเข้าถึง ก่อนวาง Roadmap การดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอน

โดยการวาง Zero Trust อย่างเหมาะสมจะช่วยให้องค์กรควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงได้รัดกุม ลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำกัดผลกระทบจากภัยคุกคาม เช่น Ransomware และ Malware พร้อมเสริมความพร้อมด้าน Cyber Security เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

BMSP พร้อมด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านไอที พร้อมให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ตามแนวคิด Zero Trust ตั้งแต่การทำ Pentest (Penetration Testing) ไปจนถึงการดูแลผ่านศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยไซเบอร์ หรือ CSOC (Cyber Security Operations Center) ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ธุรกิจของคุณปลอดภัยสูงสุดในทุกขั้นตอน

ติดต่อเพื่อสอบถาม ปรึกษา และติดตามได้ที่

Share

Get in touch with us. We’re here to assist you.
02. Home (Bottom)
06. Join Our Team